การมีส่วนร่วมในการสร้างระบบมาตรฐานความปลอดภัยในโรงเรียน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครื่องมือสำรวจความปลอดภัยร่วมกับบุคคลากรในโรงเรียน นำไปชี้บ่งอันตราย ประเมินความเสี่ยงและจัดทำแผนการบริหารจัดการความปลอดภัยในโรงเรียนร่วมกับบุคลากรในโรงเรียน จัดทำมาตรฐานความปลอดภัยในโรงเรียน และอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในโรงเรียนให้กับบุคลากร โดยดำเนินการศึกษาการเอกสารและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องานวิจัยครั้งนี้ได้ร่วมกับบุคลากรในโรงเรียนขยายโอกาส (ขนาดกลาง) ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 1 จังหวัดอุบลราชธานี ในการสร้างเครื่องมือในการสำรวจความปลอดภัยให้สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน โดยลงพื้นที่เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานของโรงเรียนได้แก่ ที่ตั้ง อาณาเขตติดต่อ ข้อมูลสิ่งปลูกสร้าง จำนวนประชากรในโรงเรียน สถิติอุบัติเหตุและอุบัติภัย และสถานที่ติดต่อที่เกี่ยวกับความปลอดภัย รวมทั้งกฎหมายและมาตรฐานด้านความปลอดภัย นำมาออกแบบเครื่องมือในการชี้บ่งอันตรายโดยใช้เทคนิค Checklist เพื่อจัดทำแบบบสำรวจความปลอดภัยในโรงเรียน จากการสำรวจสามารถแบ่งองค์ประกอบด้านความปลอดภัยในโรงเรียนได้ 11 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการบริหารความปลอดภัยในโรงเรียน 2) อาคารเรียนและอาคารประกอบ 3) บริเวณโรงเรียน 4) สภาพแวดล้อมและสุขอนามัย 5) เครื่องมือ เครื่องใช้ในสถานศึกษา 6) การจราจร 7) กิจกรรมทัศนศึกษา 8) การร่วมกิจกรรมของนักเรียน 9) อุบัติภัย 10)ภัยสังคม ผลการสำรวจความปลอดภัยของโรงเรียนทั้ง 17 โรงเรียน พบความเสี่ยงยอมรับไม่ได้และความเสี่ยงสูง 6 ประเด็น ซึ่งได้นำมาจัดทำเป็นแผนบริหารจัดการความเสี่ยง ดังนี้ 1).อาคารเรียนและอาคารประกอบ 2) บริเวณสถานศึกษา 3) สภาพแวดล้อมและสุขอนามัยในสถานศึกษา 4) วัสดุ ครุภัณฑ์ในห้องเรียน 5) การจราจรของสถานศึกษา 6) อุบัติภัยในสถานศึกษา นอกจากนี้ได้พัฒนาคู่มือมาตรฐานความปลอดภัยในโรงเรียนขยายโอกาส (ขนาดกลาง) ในจังหวัดอุบลราชธานีและนำไปอบรมให้ความรู้บุคลากรในโรงเรียนจำนวน 120 คน โดยประเมินความรู้ 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 มาตรฐานความปลอดภัยในโรงเรียน ส่วนที่ 2 ขั้นตอนการจัดทำระบบมาตรฐานความปลอดภัยในโรงเรียน วิเคราะห์ความรู้ก่อนและหลังอบรมด้วยสถิติ Pair t-Test มีความแตกต่างกันทางลบ มีค่า t เท่ากับ -37.10 โดยมีค่า p – Value เท่ากับ 0.000** ซึ่งน้อยกว่าค่าระดับนัยสำคัญ 0.05 ดังนั้น ระดับความรู้ก่อนและหลังอบรมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ดังนั้นการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับคู่มือมาตรฐานความปลอดภัยในโรงเรียนมีส่วนช่วยให้บุคคลากรในโรงเรียนมีระดับความรู้เพิ่มขึ้น รวมทั้งเป็นแนวทางในการดูแลความปลอดภัยในโรงเรียนซึ่งช่วยลดอุบัติเหตุและสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับบุคลากรและนักเรียน รวมทั้งสามารถนำคู่มือมาตรฐานความปลอดภัยในโรงเรียนไปขยายผลในโรงเรียนต่างๆต่อไปได้ คำสำคัญ: การออกแบบเครื่องมือสำรวจความปลอดภัย, การมีส่วนร่วม, ความปลอดภัยในโรงเรียน