การประดิษฐ์ตู้อบแบบประสานพลังงานเพื่อการอบแห้งผลิตภัณฑ์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาตู้อบแบบประสานพลังงานที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์และก๊าซหุงต้ม ผลการทดลองพบว่า การทำแห้งโดยธรรมชาติ มีอุณหภูมิอยู่ในช่วง 34.5 ถึง 39.8 องศาเซลเซียส สามารถลดความชื้นแผ่นข้าวโป่งดิบให้เหลือร้อยละ 11.66 (มาตรฐานเปียก wet basis : wb) ใช้เวลา 6 ชั่วโมง ตู้อบที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์อาศัยหลักการดูดซับพลังงานไว้ภายในตู้อบ อุณหภูมิอยู่ในช่วง 36.4 ถึง 64.7 องศาเซลเซียส สามารถลดความชื้นแผ่นข้าวโป่งดิบให้เหลือร้อยละ 13.26 (wb) ใช้เวลา 3 ชั่วโมง ตู้อบที่ใช้พลังงานก๊าซหุงต้มอาศัยพลังงานความร้อนจากการเปิดก๊าซหุงต้ม อุณหภูมิอยู่ในช่วง 36.5 ถึง 68.3 องศาเซลเซียส สามารถลดความชื้นแผ่นข้าวโป่งดิบให้เหลือร้อยละ 12.91 (wb) ใช้เวลา 3 ชั่วโมงและใช้พลังงานจากก๊าซหุงต้มคิดเป็น 6.68 บาทต่อกิโลกรัมข้าวโป่งดิบ ส่วนตู้อบระบบประสานพลังงาน สามรถควบคุมอุณหภูมิภายในตู้อบให้คงที่ 60 องศาเซลเซียส ซึ่งความร้อนที่เกิดขึ้นภายในตู้อบเกิดจาก 2 ระบบ คือความร้อนจากการดูดวับพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับก๊าซหุงต้ม สามารถลดความชื้นแผ่นข้างโป่งดิบให้เหลือร้อยละ 14.12 (wb) และใช้พลังงานก๊าซหุงต้มคิดเป็น 2.22 บาทต่อกิโลกรัมข้าวโป่งดิบ การตรวจสอบคุณภาพทางกายภาพ เคมี จุลินทรีย์และการประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ์ข้าวโป่งที่ผ่านการอบด้วยตู้อบระบบไฮบริดจ์ ผลการทดลองพบว่า มีอัตราการขยายตัวในแนวรัศมี 1.4 เซนติเมตร และอัตราการขยายตัวด้านความหนา 2 มิลลิเมตร มีความแข็งเท่ากับ 373.10 นิวตัน และมีจำนวนยอดเท่ากับ 27.60 ให้ค่าสี L* เท่ากับ 73.90 ค่าสี a* เท่ากับ 5.63 และค่าสี b* เท่ากับ 26.18 มีความชื้นร้อยละ 2.98 (wb) และมีค่า a_w เท่ากับ 0.316 และจากการประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสของผู้บริโภคจำนวน 20 คน พบว่าผู้บริโภคทุกคนให้การยอมรับผลิตภัณฑ์ข้าวโป่ง คิดเป็นร้อยละ 100 การนำตู้อบแบบประสานพลังงานมาประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์สินค้าแปรรูปและผลผลิตทางการเกษตร สามารถใช้งานจริงได้แต่ต้องมรการปรับปรุงรูปทรงให้เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งจะก่อให้เกิดผลดีและการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น