Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2559

ผักพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง ตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

วิวรณ์ วงศ์อรุณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2559

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

เพื่อศึกษาชนิดพืชผักพื้นบ้านที่ใช้สำหรับประกอบอาหารประเภท และคุณค่าทางโภชนาการของอาหารพื้นเมือง รวมทั้งจัดทำตำรับมาตรฐานอาหารพื้นเมืองเพื่อสุขภาพ ในพื้นที่ตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้รู้ด้านผักพื้นบ้านและอาหารพื้นเมืองจากบ้านห้วยเกรียบและบ้านทองมงคล จำนวน 45 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง รวบรวมข้อมูลจากการประชุมระดมความคิดเห็น การประชุมกลุ่มย่อย การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก การทดลอง และใช้แบบสัมภาษณ์และแบบประเมินการยอมรับอาหารด้วยวิธีสเกลรอยยิ้ม 5 จุด เป็นเครื่องมือในการประเมินการยอมรับอาหาร โดยมีตัวแทนชุมชน จำนวน 20 คน และนักเรียน จำนวน 30 คน เป็นผู้ประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของอาหารพื้นเมืองวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป INMUCAL-Nutrients V3 ของสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ผลการวิจัยพบพืชผักพื้นบ้าน จำนวน 131 ชนิด 53 วงศ์ ส่วนใหญ่เป็นไม้ยืนต้น ซึ่งเป็นทั้งพืช ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติและปลูกมามากกว่า 30 ปี นิยมนำยอด และใบ มาประกอบอาหารมากที่สุด ทั้งในรูปของการรับประทานสดหรือนำไปประกอบอาหาร โดยนำไปประกอบเป็นอาหารพื้นเมืองได้ทั้งคาวและหวาน จำนวน 522 รายการ เป็นอาหารประเภทแกงมากที่สุด โดยเฉพาะแกงส้ม และชุมชนได้ร่วมกันคัดเลือกรายการอาหารเพื่อจัดทำเป็นตำรับมาตรฐานอาหารพื้นเมืองเพื่อสุขภาพ จำนวน 30 รายการ ประกอบด้วยอาหารคาว จำนวน 26 รายการ และอาหารหวาน จำนวน 4 รายการ ซึ่งผู้ประเมินมีความพึงพอใจต่ออาหารในระดับชอบเล็กน้อย ถึงชอบมาก ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของตำรับอาหารพื้นเมืองเพื่อสุขภาพ พบว่า อาหารทุกรายการมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน และเกลือแร่ โดยเฉพาะ แคลเซียม ธาตุเหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี ไนอะซิน และเบต้า-แคโรทีน รวมทั้งใยอาหาร และได้จัดทำหนังสือผักพื้นบ้าน และหนังสืออาหารพื้นเมืองเพื่อใช้สำหรับเผยแพร่ให้ชุมชนและองค์กร หน่วยงาน และผู้สนใจทั่วไปได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

คำสำคัญ

ผักพื้นบ้านอาหารพื้นเมือง

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การศึกษาความหลากหลายของพืชผักพื้นบ้านและภูมิปัญญาอาหารในท้องถิ่น ตำบลคลองกระจัง อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์

สุกัญญา แก้วนิ่ม พ.ศ. 2558

โครงการความหลากหลายของผักพื้นบ้านและอาหารพื้นเมืองกับ ความมั่นคงทางอาหารของชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขงในจังหวัดเชียงรายและแขวงหลวงพระบาง

จุฬาลักษณ์ ลาเกิด มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย พ.ศ. 2558

รูปแบบการอนุรักษ์อาหารพื้นเมืองของชุมชน โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี

นันทิรา ธีระนันทกุล มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี พ.ศ. 2557

การพัฒนาศูนย์เรียนรู้แหล่งอาหารธรรมชาติของชุมชนหนองกุดทิงในจังหวัด บึงกาฬ

บุษกร สุขแสน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี พ.ศ. 2561

การอนุรักษ์และเพิ่มมูลค่าภูมิปัญญาอาหารพื้นบ้านจังหวัดเลยเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน

สุพรรณี พฤกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย พ.ศ. 2557

การสำรวจชนิด การใช้ประโยชน์ และคุณค่าทางโภชนาการของผักพื้นบ้าน ในเขตพื้นที่อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์

ชื่นจิต พงษ์พูล มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ พ.ศ. 2560

การอนุรักษ์และสืบสานความหลากหลายทางชีวภาพของภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านอาหารพื้นเมืองภายใต้การมีส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์อึมปี้ ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่

ปวีณา งามประภาสม มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง พ.ศ. 2559

ความหลากหลายของผักพื้นบ้านภาคเหนือในชุมชนย้ายถิ่นถาวรจากล้านนา จังหวัดกำแพงเพชร

พิรฎา ทองประเสริฐ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร พ.ศ. 2559

การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารท้องถิ่นจากข้าวพันธุ์พื้นเมืองข้าวเหนียวดำลืมผัวบ้านน้ำเย็น ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย

ประภาศรี เติมสายทอง มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย พ.ศ. 2560

ศึกษาภูมิปัญญาอาหารพื้นบ้านและการพัฒนาตลาดทางเลือกที่เหมาะกับชุมชนตำบลหนองแวงโสกพระ อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น

เสกสรร จันทร์ราช สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย พ.ศ. 2560