การพัฒนาทักษะแห่งอนาคตใหม่ให้กับผู้เรียนผ่านการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อส ารวจระดับความตระหนักรู้เกี่ยวกับทักษะแห่งอนาคตใหม่ และระดับการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน ของคณาจารย์ในคณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ มทร.ล้านนา พิษณุโลก และเพื่อดูประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน ตามหลักการ 3 ระยะ โดยวัดจากระดับการใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้ ของนักศึกษาสาขาวิชา ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล คณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ มทร.ล้านนา พิษณุโลก ผล การศึกษาสรุปได้ 3 ประการหลักดังนี้ 1. ระดับความตระหนักรู้เกี่ยวกับทักษะแห่งอนาคตใหม่ ซึ่งส ารวจจากกลุ่มคณาจารย์ในคณะ บริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ มทร.ล้านนา พิษณุโลก จ านวน 28 ราย พบว่า คณาจารย์ประเมิน ตนเองว่ามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ในระดับมาก ทั้งในภาพรวม (ค่าเฉลี่ย 3.93) และในรายทักษะ (ค่าเฉลี่ยรายทักษะเรียงจากสูงไปต่ า ได้แก่ ทักษะชีวิตและการท างาน [3.90] ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี [3.71] และทักษะด้านการเรียนรู้และแนวคิด [3.40]) 2. ด้านระดับความเข้าใจและ/หรือการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผลการศึกษา พบว่า คณาจารย์ของคณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ พิษณุโลก ประเมินว่าตนเองมีระดับความ เข้าใจและ/หรือการใช้ICT โดยภาพรวมในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 3.34) และเมื่อพิจารณาเป็นราย มิติพบว่า มีผลประเมินในระดับมาก 3 มิติ คือ ด้านการพัฒนาตนเอง (3.87) ด้าน ICT (3.74) และ ด้านวิธีการสอน (3.66) ในระดับปานกลาง 2 มิติ คือ ด้านองค์กรและการจัดการ (3.19) และด้าน นโยบาย (3.00) ส่วนด้านที่มีผลประเมินในระดับน้อย คือ มิติด้านหลักสูตรและการวัดผล (2.43) 3. ในด้านประสิทธิผลของรูปแบบกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน โดย ใช้หลักการ 3 ระยะต่อเนื่อง ของ Valdez และคณะ (2000) จาก 2 รายวิชา คือ การแปลงานเขียน เชิงวิชาการ และการแปลเบื้องต้น ซึ่งเปิดสอนในภาคเรียนที่ 2/2556 โดยวัดจากระดับการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ ของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการ สื่อสารสากล คณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ มทร.ล้านนา พิษณุโลก ที่ลงทะเบียนเรียนในทั้ง 2 รายวิชาจ านวนรวม 20 คน ก่อนเรียนและหลังเรียน ผลการศึกษาพบว่า หลังจากที่ได้ศึกษา โดยใช้ รูปแบบกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐานตามที่พัฒนาขึ้นแล้ว ผู้เรียนมีระดับการ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ สูงขึ้นอย่างมีนัยส าคัญ เนื่องจากผลประเมิน เฉลี่ยหลังเรียน สูงกว่าผลประเมินเฉลี่ยก่อนเรียน (t = 14.908) อย่างมีนัยส าคัญที่ระดับ 0.05 โดยมี ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างการประเมินทั้งสองครั้ง (r = .851) ที่มีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01