การประเมินประสิทธิภาพในการยับยั้งไวรัสของแองไคริน (AnkGAG1D4) ที่จับกับส่วนของ Capsid ในการรบกวนการประกอบ Gag ด้วยไคเมอริกไวรัส NL4-3 ที่มี Gag-Protease จากเชื้อเอชไอวี-1 สายพันธุ์ที่กระจายในภาคเหนือของประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีโดยยีนบำบัดเป็นอีกความหวังที่จะเป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาโรคเอดส์ เมื่อเร็วๆ นี้กลุ่มผู้วิจัยได้ออกแบบโปรตีนที่มีฤทธิ์ต้านการเพิ่มจำนวนของไวรัสได้ เรียกว่าแองไครินโปรตีน (AnkGAG1D4) ซึ่งถูกคัดเลือกผ่านระบบเฟจดิสเพล์ ซึ่งโปรตีนนี้มีความสามารถที่จับได้อย่างจำเพาะกับส่วนของ Capsid (CA) ส่งผลให้สามารถยับยั้งกระบวนการประกอบเป็นอนุภาคของไวรัสเอชไอวี NL4-3 สายพันธุ์ที่ใช้ในห้องปฏิบัติการได้ โดยวัตถุประสงค์ของโครงการวิจัยนี้เพื่อทำการประเมินประสิทธิภาพในการยับยั้งไวรัสของแองไคริน (AnkGAG1D4) ที่จับกับส่วนของ Capsid ในการรบกวนการประกอบ Gag ด้วยไคเมอริกไวรัส NL4-3 ที่มี Gag-Protease จากผู้ติดเชื้อเอชไอวี-1 ก่อนที่จะได้รับยาต้านไวรัสจำนวน 131 ราย ที่มีสายพันธุ์ที่กระจายในภาคเหนือของประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2552 – 2555 พบว่า สายพันธุ์ของเชื้อเอชไอวีในปี พ.ศ. 2552-2555 มีการกระจายของสายพันธุ์ของเชื้อเอชไอวีโดยมี CRF01_AE 75.4%, CRF01_AE/B 15.2%, CRF01_AE/C 7.2%, B/C 1.5% และ C 0.7%, ที่ทำโดยวิธี MSSP assay จากนั้น เซลล์ SupT1 ที่มีการแสดงออกของ AnkGAG1D4 และกลุ่มควบคุมคือแองไคริน AnkA32D3 ถูกนำมาท้าทายความสามารถในการยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสโดยการทำให้ติดเชื้อด้วยไคเมอริกไวรัสเหล่านี้ ผลการยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสถูกประเมินจากการวิเคราะห์จำนวนการเกิด syncytium formation ซึ่งมีความสัมพันธ์กับระดับ p24 ในน้ำเลี้ยงในวันที่ 7 หลังการทำให้ติดเชื้อ โดยพบว่าปริมาณ p24 ในกลุ่มเซลล์ SupT1/AnkGAG1D4 มีปริมาณที่น้อยกว่ากลุ่มควบคุม SupT1/AnkA32D3 อย่างมีนัยสำคัญ โดยสรุปการทดลองนี้ชี้ให้เห็นว่า AnkGAG1D4 สามารถรบกวนกระบวนการประกอบอนุภาคของไวรัสไม่เพียงแต่ไวรัสเอชไอวีสายพันธุ์ที่ใช้ในห้องปฏิบัติการแต่ยังใช้ได้อย่างกว้างขวางกับไวรัสเอชไอวีจากผู้ติดเชื้อที่มีความหลากหลายตามธรรมชาติได้อีกด้วย ซึ่งสนับสนุนความเป็นไปได้ที่จะใช้แองไครินเป็นโมเลกุลทางเลือกสำหรับการใช้ยีนบำบัดในการรักษาเอชไอวีในอนาคต