กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การศึกษาครั้งนี้เป็นการประเมินสภาวะที่เหมาะสมต่อการงอกในข้าวก่ำเพื่อให้ได้ปริมาณสารกรดแกมมา-อะมิโนบิวทิริก (กาบา) และสารพฤกษเคมีอื่นๆ สูงสุด โดยออกแบบการทดลองทางสถิติแบบ Central Composite Design เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของปริมาณกาบา และสารพฤกษเคมี เช่น แอนโธไซยานิน ฟีนอลิก โทคอล และศึกษาผลของการให้สารสกัดข้าวก่ำงอกในหนูเบาหวานชนิดที่ 2 จากการศึกษาพบว่าสภาวะที่สามารถเพิ่มปริมาณกาบาสูงสุด คือ ระยะเวลาการแช่ 12 ชั่วโมง ค่าความเป็นกรด-ด่าง เท่ากับ 7 และระยะเวลาในการงอก 36 ชั่วโมง จากนั้นประเมินอุณหภูมิในการแช่ข้าว (8 และ 30 องศาเซลเซียส) และความเค็ม (โซเดียมคลอไรด์ความเข้มข้น 50-200 มิลลิโมลาร์) ตามสภาวะที่เหมาะสมข้างต้นพบว่าความเย็นและความเค็มมีผลต่อปริมาณกาบา และแอนโธซยานิน มากกว่าสารฟีนอลิก และโทคอล อีกทั้งยังพบว่าสารสกัดข้าวก่ำงอกมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งเอนไซม์แอลฟา-อะไมเลส และแอลฟา-กลูโคสิเดส ได้มากกว่าสารสกัดข้าวก่ำที่ไม่ได้นำมางอก ทั้งนี้ได้ศึกษาการป้องกันเบาหวานชนิดที่ 2 ในหนูเบาหวานที่ถูกเหนี่ยวนำโดยสเตรปโตโซโทซิน ทดลองโดยให้สารสกัดข้าวก่ำงอกขนาดต่ำและสูง (500 และ 1000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว) โดยเปรียบเทียบกับการให้ยาเมทฟอร์มิน (50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว) พิจารณาโดยการตรวจระดับน้ำตาลกลูโคส อินซูลิน คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ การต้านออกซิเดชันรวม และเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระในเลือดของหนูทดลอง พบว่าสารสกัดข้าวก่ำงอกในขนาดสูงสามารถกระตุ้นความสามารถในการต้านออกซิเดชันและปริมาณของเอนไซม์คาตาเลสในเลือดได้มากกว่าขนาดต่ำ นอกจากนี้ยาเมทฟอร์มินยังสามารถกระตุ้นการแสดงออกและปริมาณของเอนไซม์คาตาเลสด้วยแต่น้อยกว่าสารสกัดข้าวก่ำงอก อีกทั้งพบว่าหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวานที่ได้รับสารสกัดข้าวก่ำงอกขนาดสูงสามารถเพิ่มระดับอินซูลินในเลือดได้มากกว่ายาเมทฟอร์มิน ส่วนปริมาณคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์พบว่าลดลงในหนูเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ให้สารสกัดข้าวก่ำงอกขนาดต่ำและสูงเท่ากับการให้ยาเมทฟอร์มิน