โครงการย่อยที่ 5 วิจัยประเมินผลเกี่ยวกับโครงการการป้องกันการฆ่าตัวตายระดับชาติ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการย่อยที่ 5 วิจัยประเมินผลเกี่ยวกับโครงการการป้องกันการฆ่าตัวตายระดับชาติ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการดำเนินงานด้านการป้องกันการฆ่าตัวตายภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ในด้านบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลลัพธ์ โดยการศึกษาใช้แบบผสานรูปแบบลู่เข้า วิธีเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณในช่วงเวลาเดียวกัน โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้บริหารภาครัฐ กลุ่มบุคลากรสาธารณสุข กลุ่มบุคลากรนอกสังกัดสาธารณสุข กลุ่มผู้รับบริการและกลุ่มญาติ/ผู้ดูแลหลัก ในเขตสุขภาพที่ 1 4 6 12 ช่วงระยะที่1 (ปี 2560-2563) จำนวน 144 คน ช่วงระยะที่ 2 (ปี 2564-2565) จำนวน 143 คน ส่วนเชิงปริมาณรูปแบบการสำรวจความคิดเห็น ผู้รับบริการ และญาติ/ผู้ดูแลหลัก ในเขตสุขภาพที่ 1-12 ช่วงระยะที่1 (ปี 2560-2563) จำนวน 236 คน ช่วงระยะที่ 2 (ปี 2564-2565) จำนวน 227 คน ผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า ปี 60-63 ผู้รับบริการมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุของปัญหาการฆ่าตัวตายในชุมชนน้อยถึงน้อยที่สุด (ร้อยละ 36.4) อีกทั้งผู้รับบริการและญาติมีความพึงพอใจน้อยถึงน้อยที่สุด (ร้อยละ 31.4, 26.8) ด้านการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสวัดิการทางสังคมด้านสุขภาพจิตไม่ทั่วถึง แต่ช่วงปี 2564-2565 ผู้รับบริการมีความพึงพอใจมากถึงมากที่สุดต่อความรู้ความสามารถด้านสุขภาพจิตของบุคลากร (ร้อยละ 86.02) มีความคิดอยากมีชีวิตอยู่หลังจากได้รับบริการ เพื่อนำความรู้ไปใช้ในการดูแลสุขภาพจิตตนเอง (ร้อยละ 81.61) และนำความรู้การป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตายไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข (ร้อยละ 82.35) ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่า ช่วงปี 2560-2563 ด้านบริบท พื้นที่ที่มีอัตราฆ่าตัวตายสูงสาเหตุของการฆ่าตัวตายส่วนใหญ่มักเกิดจากไม่เคยมีประวัติรับการรักษาหรือประเมินภาวะซึมเศร้า พื้นที่ที่อัตราการฆ่าตัวตายต่ำสาเหตุสำคัญคือ เรื่องปัญหาสุขภาพจิต มีความเครียดสูง ส่วนมากเป็นกลุ่มวัยทำงานแนวโน้มอายุน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ด้านปัจจัยนำเข้า มีอัตรากำลังขาดแคลนในพื้นที่ที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูง แต่พื้นที่ที่มีอัตราการฆ่าตัวตายต่ำเน้นการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทดแทน ส่วนงบประมาณเป็นบูรณาการร่วมกับงานอื่นๆ ด้านกระบวนการ ทั้งพื้นที่ที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงและต่ำ มีการพัฒนาอบรมบุคลากรและผู้นำศาสนาเรื่องการให้คำปรึกษา สัญญาณเตือน ด้านผลผลิต บุคลากรที่รับผิดชอบงานด้านการป้องกันการฆ่าตัวตายถือได้ว่าเป็นคนที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านการดูแลกลุ่มเป้าหมาย เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษา และทำงานเชิงรุก ช่วงปี 2564-2565 ด้านบริบท พื้นที่ที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงมีความร่วมมือและบูรณาการกับหน่วยงานนอกสาธารณสุขมากขึ้น ทำให้การทำงานต้องอาศัยเครือข่ายชุมชนมากขึ้น ด้านปัจจัยนำเข้า ปรับสถานที่ให้คำปรึกษาสุขภาพจิตเป็นสัดส่วนมากขึ้น มีการนำบุคลากรนอกสังกัดสาธารณสุขเป็นอัตรากำลังทดแทนบริการอำนวยความสะดวกให้ผู้มารับบริการ ด้านกระบวนการ เริ่มดำเนินการที่เน้นชุมชนเป็นฐานมากขึ้น โดยดึงเครือข่ายภาคชุมชน เช่น ผู้นำชุมชน ผู้นำจิตวิญญาณ กลุ่ม/ชมรม อสม. ครอบครัวของกลุ่มเสี่ยง เข้ามาร่วมในกระบวนการ ด้านผลผลิต รูปแบบการป้องกันและดูแลกลุ่มเสี่ยง โดยลดการทำร้ายตัวเองร่วมกับการพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตเพิ่มสูงขึ้น เสนอต่อผู้บริหารระดับสูงเพื่อกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการเฝ้าระวังการฆ่าตัวตาย ทำงานกับภาคีเครือข่ายนอกสาธารณสุขมากขึ้น เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานร่วมกันและขยายความรู้สัญญาณเตือนการฆ่าตัวตาย โดยใช้สื่อทางสังคมที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของประชาชนร่วมด้วยมากขึ้น คำสำคัญ : ประเมินผล ป้องกันฆ่าตัวตาย การวิจัยแบบลู่เข้า ยุทธศาสตร์