รูปแบบและแนวทางการเตรียมการด้านสุขภาพเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเตรียมการด้านสุขภาพในประเด็นการท าประกัน สุขภาพ ของผู้ที่ก าลังก้าวสู่วัยผู้สูงอายุ ซึ่งส ารวจกับกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปี ถึง 59 ปึ และ ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ในเขตกรุงเทพ และปริมณฑล กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มตัวอย่างในวัย ท างานอายุ 35-59 ปี จ านวน 292 คนและวัยสูงอายุ (ตั้งแต่ 60 ปีขี้นไป) จ านวน 108 คน รวมทั้งสิ้น จ านวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในงานวิจัย คือ ค่าความถี่ ร้อย ละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติคแบบเชิงอันดับ (Ordinal Logistic Regression Analysis) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกประกันสุขภาพ ภาคเอกชน จากการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างทั้งกลุ่มผู้จะก้าวสู่วัยสูงอายุและผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีภาวะสุขภาพเหมือนกัน คือมี การตรวจสุขภาพประจ าปี ไม่เคยประสบอุบัติเหตุที่ต้องเข้าโรงพยาบาลในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ไม่เคย เข้านอนพักรักษาตัว แต่ถ้าไม่สบายจะใช้บริการสถานพยาบาลภาครัฐ ลูก/หลานดูแลเมื่อยามเจ็บป่วย ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลต่อเดือนโดยเฉลี่ยต่ ากว่า 1000 บาท ไม่เคยสูบบุหรี่และดื่ม แอลกอฮอล์ และจะประเมินสุขภาพของตนเองอยู่ในระดับแข็งแรงดียกเว้น การมีโรคประจ าตัวด้วย การรับการรักษาต่อเนื่อง และแหล่งการเงินส าหรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ โดยกลุ่มผู้จะก้าวสู่วัยสูงอายุ จะไม่มีโรคประจ าตัวด้วย ไม่รับการรักษาต่อเนื่อง และใช้ระบบประกันสังคม ในขณะที่ผู้สูงอายุมีโรค ประจ าตัว มีการรักษาต่อเนื่อง และใช้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) กลุ่มตัวอย่างผู้ที่จะก้าวสู่วัยสูงอายุนั้นมีสัดส่วนการไม่มีและมีประกันสุขภาพภาคเอกชนไม่ แตกต่างกันมากนัก ส าหรับคนที่มีประกันสุขภาพส่วนใหญ่จะมีในรูปแบบกรมธรรม์รองที่แนบท้าย กรมธรรม์หลักประเภทการประกันชีวิต และนิยมจะเลือกซื้อกับบริษัท AIA (ประกันวินาศภัย) กรุงเทพ ประกันภัย และ เมืองไทยประกันภัย เพราะ 1) เงื่อนไขความคุ้มครอง 2) ด้านชื่อเสียงบริษัท 3) การ ให้บริการ 4) อัตราช าระเบี้ยประกัน 5) การประชาสัมพันธ์ 6) การจ่ายสินไหมทดแทน และ 7) คุณสมบัติของตัวแทน ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุนั้นจะแตกต่างอย่างชัดเจนว่ากลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่มีกรมธรรม์ ประกันสุขภาพภาคเอกชน แนวโน้มที่จะตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพส าหรับกลุ่มตัวอย่างที่ก าลังก้าวสู่วัยสูงอายุอยู่ใน ระดับปานกลางด้วยคะแนนเฉลี่ย 5.74 และกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุนั้นกลับมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจซื้อ ประกันสุขระดับค่อนข้างจะน้อยด้วยคะแนนเฉลี่ย 3.29 เหตุผลสามอันดับแรกที่จะท าให้ตัดสินใจซื้อ ประกันสุขภาพ คือ พอใจแบบประกัน เป็นการสร้างสวัสดิการยามเจ็บป่วยมีเงินรักษา และ ต้องการ ความมั่นคงปลอดภัยส าหรับตนเองและครอบครัว รูปแบบกรมธรรม์ที่สนใจมีทั้งรูปแบบกรมธรรม์รอง ข ที่แนบท้ายกรมธรรม์หลักประเภทการประกันชีวิต และ รูปแบบประกันสุขภาพที่อยู่ในหมวด ประกันภัยเบ็ดเตล็ดในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน โดยมีวงเงินเบี้ยประกันสุขภาพที่สนใจจะจ่ายอยู่ในช่วง 10,000 – 12,000 บาท/ปีและสนใจที่จะช าระเบี้ยประกันเป็นรายปีทุก 1 ปีโดยนิยมซื้อต่อเนื่องทุก ปีกับบริษัทเดิม และสนใจซื้อผ่านตัวแทน โดยที่ตนเองจะเป็นคนตัดสินใจว่าจะซื้อประกันสุขภาพ หรือไม่ ปัจจัยที่กลุ่มตัวอย่างให้ความส าคัญที่สุดในการเลือกซื้อประกันสุขภาพ คือ ค่ารักษาพยาบาล ทั่วไป รองลงมาคือ ค่ารักษาพยาบาลกรณีคนไข้ใน ปัจจัยส่วนบุคคล ภาวะและพฤติกรรมสุขภาพ และส่วนผสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการ ตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพภาคเอกชนอย่างมีนัยส าคัญ คือ กลุ่มอายุ ศาสนา การมีโรคประจ าตัว การรับการรักษาต่อเนื่อง การประเมินสุขภาพของตนเอง การผ่อนคลายความเครียด และด้าน สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ กล่าวคือ คนก าลังจะก้าวสู่วัยสูงอายุ (วัยท างาน) จะมีความเป็นไปได้ที่จะมี อัตราการตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพภาคเอกชนมากกว่าผู้สูงอายุคนที่นับถือศาสนาต่างกันจะมีความ เป็นไปได้ที่จะมีอัตราการตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพภาคเอกชนต่างกัน คนที่ไม่มีโรคประจ าตัวจะมี ความเป็นไปได้ที่จะมีอัตราการตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพภาคเอกชนมากกว่าคนที่มีโรคประจ าตัว คน ที่รับการรักษาต่อเนื่องจะมีความเป็นไปได้ที่จะมีอัตราการตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพภาคเอกชน มากกว่าคนที่ไม่รับการรักษาต่อเนื่อง คนที่ประเมินสุขภาพของตนเองว่าแข็งแรงมากกว่าจะมีแนวโน้ม การตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพมากกว่า คนที่ประเมินตนเองว่ามีระดับการปฏิบัติการผ่อนคลาย ความเครียดมากกว่าจะมีแนวโน้มการตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพมากกว่า งานวิจัยนี้มีข้อเสนอแนะว่า บริษัทรับประกันภัยอาจจะใช้กลยุทธ์การก าหนดราคา โดยให้มี อัตราค่าเบี้ยประกันสุขภาพให้เหมาะสมกับแรงจูงใจด้านภาษีของกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ที่ว่า ค่าเบี้ยประกันสุขภาพของบิดา มารดา สามารถน ามาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท และให้ความส าคัญกับลูกค้ากลุ่มวัยท างานที่สนใจจะซื้อ ประกันสุขภาพให้บิดา มารดา หรือซื้อให้ตนเอง ส่วนในกรณีที่ผู้เอาประกันอยู่ในกลุ่มเสี่ยง บริษัท รับประกันอาจใช้กลยุทธ์ด้านราคาส าหรับรับประกันกลุ่มที่มีความเสี่ยงนี้ โดยการปรับเบี้ยประกันตาม ความเสี่ยง (risk adjusted premium) ซึ่งยังช่วยป้องกันปัญหา Adverse selection อีกด้วย และ การให้มีส่วนร่วมจ่าย (co-payment) ที่จะช่วยป้องกันปัญหา User Moral Hazard ได