การพัฒนารูปแบบการบริบาลและการรักษาพยาบาลผู้สูงอายุระดับปฐมภูมิในสังคมปกติวิถีใหม่: ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการปฏิรูประบบสาธารณสุข
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การพัฒนารูปแบบการบริบาลและการรักษาพยาบาลผู้สูงอายุระดับปฐมภูมิในสังคมปกติวิถีใหม่ ถือเป็นความท้าทายของประเทศเพื่อเตรียมรองรับสังคมสูงอายุสุดขีด (Hyper-aged society) ในอีก 9 ปีข้างหน้า การออกแบบนวัตกรรมการบริบาลและการรักษาพยาบาลผู้สูงอายุให้เข้าถึงบริการสุขภาพโดยลดข้อจำกัดด้านทรัพยากรของประเทศและความเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์โรคอุบัติใหม่จะช่วยทำให้ผู้สูงอายุในชุมชนมีภาวะสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์ปัญหา ความต้องการของผู้สูงอายุระดับปฐมภูมิ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุระดับปฐมภูมิ 2) พัฒนารูปแบบและนวัตกรรมการบริบาลเพื่อการบริบาลและการรักษาพยาบาลผู้สูงอายุระดับปฐมภูมิในสังคมปกติวิถีใหม่ 3) ประเมินผลลัพธ์การนำนวัตกรรมการบริบาลเพื่อการบริบาลและการรักษาพยาบาลผู้สูงอายุระดับปฐมภูมิในสังคมปกติวิถีใหม่ไปทดลองใช้ โดยใช้การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) เพื่อสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายในการปฏิรูปด้านสาธารณสุขเพื่อการบริบาลและการรักษาพยาบาลผู้สูงอายุระดับปฐมภูมิในสังคมปกติวิถีใหม่ เก็บข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพโดยสุ่มเลือกจาก 4 เขตสุขภาพ เขตละ 1-2 จังหวัด เพื่อให้ได้ความแตกต่างของบริบทและวัฒนธรรมการดูแลผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้สูงอายุ จำนวน 800 คน ผู้ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว (Family care giver) พยาบาลผู้จัดการการดูแล (Care manager) อาสาบริบาล (Caregiver) กลุ่มผู้ให้บริการสุขภาพ ได้แก่ แพทย์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข นักกายภาพบำบัด แพทย์แผนไทย กลุ่มผู้กำหนดนโยบายหรือผู้สนับสนุนบริการสุขภาพ เช่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการใช้แบบสอบถามสำหรับผู้สูงอายุจำนวน 6 ชุด แบบสอบถามผู้ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวจำนวน 4 ชุด พยาบาลผู้จัดการการดูแลจำนวน 3 ชุด อาสาบริบาลจำนวน 3 ชุด เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจำนวน 1 ชุด และการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่มเพื่อนำข้อมูลมาออกแบบนวัตกรรมการบริบาลและการรักษาพยาบาลผู้สูงอายุและประเมินผลลัพธ์การนำนวัตกรรมการบริบาลฯ ไปทดลองใช้ในพื้นที่นำร่องจำนวน 16 พื้นที่ ผลการศึกษา พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 78.54 ปี การศึกษาระดับประถมศึกษา กายอุปกรณ์ที่ต้องใช้มากที่สุด คือ ไม้เท้า รองลงมา คือ รถเข็นและแว่นสายตา ตามลำดับ เกินกว่าครึ่งหนึ่งมีโรคเรื้อรัง 1-2 โรค พบโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจมากที่สุด ปัญหาสุขภาพที่พบมากที่สุด คือ เคลื่อนไหวลำบาก กลั้นปัสสาวะไม่ได้ การมองเห็น ตามลำดับ ได้รับการดูแลช่วยเหลือโดยผู้ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวเป็นหลัก เวลาเฉลี่ยที่ใช้ในการดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุกลุ่มติดเตียงเท่ากับ 22.90 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ กลุ่มติดบ้านเท่ากับ 23.31 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ กลุ่มติดสังคมเท่ากับ 19.18 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ กิจกรรมที่ผู้ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวต้องให้การช่วยเหลือผู้สูงอายุมากที่สุดคือ การเตรียมอาหาร รองลงมา ได้แก่ ป้อนอาหาร ซื้ออาหารหรือทำอาหารปั่น การทำความสะอาดหลังการขับถ่ายจากการกลั้นปัสสาวะอุจจาระไม่ได้ ลักษณะการจัดบริการสุขภาพและกระบวนการดูแลผู้สูงอายุ พบว่า พยาบาลเป็นผู้นำหลักในการเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุ เฉลี่ยเดือนละ 1 ครั้ง ผู้สูงอายุได้รับการเยี่ยมบ้านโดยอาสาบริบาล ร้อยละ 58.94 เฉลี่ยเดือนละ 1-2 ครั้ง ปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุ พบว่า อาสาบริบาลเยี่ยมบ้านไม่แตกต่างกับการดูแลจาก อสม. คือ มาเยี่ยมเยือน พูดคุย ให้กำลังใจ ให้คำแนะนำ ผู้ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวต้องการมีความรู้และทักษะการดูแลผู้สูงอายุพึ่งพิงที่ถูกต้อง พยาบาลผู้จัดการการดูแลมีภารกิจล้นมือ ต้องการแผนการดูแลผู้สูงอายุที่มีการบูรณาการครอบคลุมทุกมิติของภาวะพึ่งพิงและโรคเรื้อรัง ไม่เพิ่มภาระงานประจำ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องการเครื่องมือการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมที่สามารถประสานงานให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุได้อย่างรวดเร็ว ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ได้แก่ ภาวะเปราะบาง ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแลในครอบครัว และการได้รับการช่วยเหลือด้านสิ่งแวดล้อม สามารถร่วมกันทำนายคุณภาพชีวิตได้ร้อยละ 54.7 (R2 = .547, p < .001) การพัฒนานวัตกรรมการบริบาลเพื่อการบริบาลและการรักษาพยาบาลผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 1)แนวปฏิบัติการดูแลผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังมีภาวะพึ่งพิง 13 เรื่อง 2) การนำแนวปฏิบัติฯ 13 เรื่อง จัดทำเป็น Network Community Action Plan (N-CAP) เพื่อใช้ในระบบสารสนเทศเพื่อการสื่อสารและการดูแลผู้สูงอายุด้วยการใช้แอปพลิเคชันอาวุโส Awuso.net ระหว่างกลุ่มบุคลากรทางสุขภาพ (professional) กับผู้สูงอายุ ครอบครัว และอาสาบริบาล (non-professional) 3) วิดีโอชุดความรู้การดูแลผู้สูงอายุ 18 เรื่อง ผลการนำนวัตกรรมการการบริบาลฯ ไปทดลองใช้ในพื้นที่นำร่อง ประมาณ 12 เดือน ผู้สูงอายุจำนวน 521 คน N-CAP ที่มีการใช้มากที่สุดห้าลำดับแรก ได้แก่ การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง การจัดการสิ่งแวดล้อม ความดันโลหิตสูง ข้อเข่าเสื่อม และเบาหวานในชุมชน ผลลัพธ์การใช้ N-CAP พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=11.234 p< 0.001) (ก่อนใช้เท่ากับ 42.25?8.89 คะแนน หลังใช้เท่ากับ 46.01?8.62 คะแนน) ค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=7.398 p< 0.001) (ก่อนใช้เท่ากับ 8.92?5.44 คะแนน หลังใช้เท่ากับ 10.54?5.75 คะแนน) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรอบรู้ทางสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=12.016 p< 0.001) (ก่อนใช้เท่ากับ 10.19?4.99 คะแนน หลังใช้เท่ากับ 12.39?4.08 คะแนน) ค่าเฉลี่ยคะแนนความเปราะบางลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=8.954 p< 0.001) (ก่อนใช้เท่ากับ 7.47?3.27 คะแนน หลังใช้เท่ากับ 6.17? 3.16 คะแนน) ผู้ใช้งานมีความพึงพอใจระดับมาก (Mean?SD=4.03?0.88) ปัจจัยที่ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตที่เพิ่มขึ้นภายหลังการใช้นวัตกรรม Awuso.net ได้แก่ มีการจัดการสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น (? = 0.44, p < .000) จำนวนครั้งในการใช้ N-CAP (? = -0.324, p < .000) จำนวนครั้งของการมอบหมายงานของพยาบาลผู้จัดการการดูแลต่อสัปดาห์ (? = 0.192, p < .000) เวลาในการเยี่ยมของอาสาบริบาลต่อสัปดาห์ (นาที) (? = 0.162, p < .000) การเปลี่ยนแปลงคะแนนความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน (? = 0.162, p < .000) การเปลี่ยนแปลงคะแนนความเปราะบาง (? = -0.162, p < .000) และการเปลี่ยนแปลงคะแนนความรอบรู้ (? = 0.162, p < .000) ตามลำดับ สามารถร่วมกันทำนายความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุในชุมชนได้ร้อยละ 54.4 (R2 = .544, p < .000) ดังนั้น ควรขยายพื้นที่การใช้งาน Awuso.net ให้กว้างขวางและครอบคลุมยิ่งขึ้นเพื่อให้ผู้สูงอายุเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัยและเกิดผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ชัดเจน ลดระยะเวลาการทำงานของพยาบาลผู้จัดการการดูแลและอาสาบริบาล ผู้สูงอายุไม่ต้องมาโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น เกิดคุณภาพการดูแลที่ดี และความคุ้มค่าและคุณภาพบริการสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชน