การวิจัยและพัฒนาเครื่องมือวัด เกณฑ์ประเมินสุขภาพด้วยตนเองทางดิจิทัลและผลการใช้หลักสูตรส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพตามหลักพอเพียงเพื่อลดเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในกลุ่มวัยเรียนและวัยทำงาน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทนำ: อัตราการตายด้วยโรค NCDs ของคนไทยคิดเป็นร้อยละ 75 ซึ่งสูงกว่าทั่วโลกร้อยละ 71 โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัยและพัฒนาเพื่อ 1) พัฒนาแบบวัดประเมินและรูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ 2) พัฒนาหลักสูตรสำหรับบุคลากรสุขภาพและประสิทธิผลการนำหลักสูตรไปใช้ผ่านทางดิจิทัลและ 3) ติดตามประเมินผลการใช้หลักสูตรเพื่อส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพตามหลักพอเพียงของคนไทยกลุ่มวัยทำงานที่เสี่ยงโรค NCDs วิธีดำเนินการวิจัย: ดำเนินการช่วงเดือนมิถุนายน 2564- พฤศจิกายน 2566 แบ่งการศึกษาเป็น 3 ระยะคือ ระยะ 1 สำรวจและพัฒนาแบบวัดประเมินตนเองด้วยตนเองผ่านระบบดิจิทัลกับกลุ่มเสี่ยงโรค NCDs อายุ 20 -65 ปี 636 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ ระยะ 2 เป็นการพัฒนาหลักสูตรสำหรับบุคลากรสุขภาพจาก 10 หน่วยงานนำไปทดลองใช้ผ่านออนไลน์ เพื่อส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพดิจิทัลในคนไทยกลุ่มวัยทำงานที่เสี่ยงโรค NCDs ในพื้นที่ชุมชนเมืองและกึ่งเมือง 200 คน และ ระยะ 3 ติดตามประเมินผลการนำหลักสูตรและสื่อเทคโนโลยีไปใช้โดยบุคลากรสุขภาพจัดกิจกรรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพฯ ของกลุ่มเสี่ยงผ่านออนไลน์ 1,000 คน ในสถานศึกษาและในชุมชน ใช้สถิติวิเคราะห์ CFA, SEM, t-test ANCOVA และ MANOVA ผลการวิจัย: ผลระยะ 1 พบว่า 1.1) ผลการพัฒนาแบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพมี 28 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นแอลฟ่า 0.94 และมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบระหว่าง 0.67-0.84 แบบวัดพฤติกรรมสุขภาพฯ มี 30 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นแอลฟ่า 0.94 และมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบระหว่าง 0.40-0.82 1.2) ผลสำรวจระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพส่วนใหญ่อยู่ระดับดีมากร้อยละ 65.15 และระดับพฤติกรรมสุขภาพฯ อยู่ระดับปฎิบัติมากร้อยละ 45.68, 1.3) รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุฯ มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และปัจจัยความรอบรู้ด้านสุขภาพมีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมสุขภาพฯ (p<.05) โดยมีค่าสัมประสิทธิ์อิทธิพล 0.82 และสามารถทำนายพฤติกรรมสุขภาพฯ ได้ร้อยละ 67.00, ผลระยะ 2 พบว่า 2.1) ผลการพัฒนาหลักสูตรฯ ประกอบด้วย กิจกรรมให้ความรู้เรื่องโรค NCDs ความรอบรู้ด้านสุขภาพ การสื่อสารสุขภาพ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ใช้การสอนผ่าน Zoomด้วย digital toolkits เช่น YouTube, Animation, - จ - Infographic, VDO role play, Clip, e-book, etc. โดยบุคลากรสุขภาพที่ทำงานในสถานพยาบาลรัฐในพื้นที่เขตเมืองและกึ่งเมือง นำหลักสูตรไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างเข้าร่วมกิจกรรม 6 ครั้งรวม 12 สัปดาห์ และผลการทดลองใช้หลักสูตรฯ พบว่า ผู้เข้าร่วมกิจกรรมภายหลังการทดลอง มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพฯ สูงกว่าก่อนการทดลอง และกลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่อาศัยอยู่ในชุมชนเมืองและกึ่งเมือง มีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพไม่แตกต่างกัน (F= 1.44, P = .23) แต่มีคะแนนพฤติกรรมสุขภาพฯ แตกต่างกัน (F= 4.64, P= .03) และผลระยะ 3 พบว่า 3.1) ผู้เข้าร่วมโปรแกรมฯ 1,000 คน ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมเสี่ยงโรค NCDs คือ แทบไม่ออกกำลังกาย (46.40%) กินอาหารรสจัดหวาน/มัน/เค็ม (42.50%) มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน (41.50%) และ 3.2) ผลการนำโปรแกรมฯ ไปใช้พบว่า ผู้เข้าร่วมกิจกรรมฯ ภายหลังการทดลอง มีความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพฯ สูงกว่าก่อนการทดลอง และผู้เข้าร่วมกิจกรรมฯ ในสถานศึกษามีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงกว่ากลุ่มที่เข้าในชุมชน แต่พฤติกรรมสุขภาพฯ ของผู้เข้าร่วมในสถานศึกษาต่ำกว่าที่เข้าร่วมในชุมชน (p<.05) คำสำคัญ: ความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพ สุขภาพพอเพียง โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การวิจัยและพัฒนา