Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2561

ผลของการออกกำลังกายแบบมีช่วงพักและแบบต่อเนื่องต่อการควบคุมความดันโลหิตของประสาทอัตโนมัติและการทำงานของไตในคนไทยสูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง

ปิยะพงษ์ ประเสริฐศรี มหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ. 2561

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการควบคุมความดันโลหิตของระบบประสาทอัตโนมัติของหัวใจและการทำงานของไตในคนไทยสูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ก่อนและหลังได้รับการฝึกออกกำลังกาย และเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการควบคุมความดันโลหิตของระบบประสาทอัตโนมัติของหัวใจและการทำงานของไตในคนไทยสูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง หลังได้รับการฝึกออกกำลังกายแบบมีช่วงพักและแบบต่อเนื่อง ผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยเป็นผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 47 คน เป็นเพศชาย 10 คน และเพศหญิง 37 คน มีอายุ 70.60 ? 5.66 ปี มีดัชนีมวลกาย 23.84 ? 3.13 กิโลกรัม/ตารางเมตร มีระดับความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวและคลายตัว 129.38 ? 14.90 และ 75.72 ? 7.51 มิลลิเมตรปรอท ผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มโดยวิธีการสุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มฝึกเดินออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง จำนวน 24 คน และกลุ่มฝึกเดินออกกำลังกายแบบมีช่วงพัก จำนวน 23 คน กลุ่มฝึกเดินแบบต่อเนื่องได้รับโปรแกรมการเดินวันละ 30 นาทีต่อเนื่อง สัปดาห์ละ 3 วัน เป็นเวลา 3 เดือน ส่วนกลุ่มฝึกเดินแบบมีช่วงพักได้รับโปรแกรมการเดินวันละ 30 นาที โดยเป็นการเดินครั้งละ 10 นาที จากนั้นนั่งพัก 1 นาที และทำซ้ำเช่นนี้จำนวน 3 รอบ ใช้เวลาในการออกกำลังกายวันละ 32 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน เป็นเวลา 3 เดือน ก่อนและหลังได้รับโปรแกรม ผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยได้รับการตรวจวัดองค์ประกอบของร่างกาย ระดับความดันโลหิต ความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งประเมินจากคลื่นไฟฟ้าหัวใจ Lead II การทำงานของไต ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด และภาวะเครียดออกซิเดชันในเลือด ผลการศึกษาพบว่าหลังได้รับโปรแกรมกลุ่มฝึกเดินแบบต่อเนื่องมีความยาวรอบเอว ความยาวรอบสะโพก ระดับ triglyceride ในเลือด สัดส่วนของ total cholesterol/high-density lipoprotein-cholesterol (HDL-C) ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง และระดับสารอนุมูลอิสระในเลือด ซึ่งประกอบด้วย oxidized glutathione (GSSG) และ malondialdehyde (MDA) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) และมีระดับ HDL-cholesterol และระดับสารต้านอนุมูลอิสระในเลือด ซึ่งประกอบด้วย total glutathione และ reduced glutathione (GSH) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ส่วนกลุ่มฝึกเดินแบบมีช่วงพักมีร้อยละของไขมัน มวลไขมัน ความยาวรอบเอว ไขมันในช่องท้อง ระดับความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว ระดับความต่างของความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ ความต้องการใช้ออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ ค่า low frequency power ซึ่งสะท้อนการทำงานของระบบประสาทซิมพาเธติกของหัวใจ ระดับ glucose และระดับสารอนุมูลอิสระในเลือด ซึ่งประกอบด้วย GSSG และ MDA ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) และมีร้อยละของมวลปราศจากไขมัน ร้อยละของน้ำในร่างกาย และระดับสารต้านอนุมูลอิสระในเลือด ซึ่งประกอบด้วย total glutathione และ GSH เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) การศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าการเดินออกกำลังกายแบบต่อเนื่องและแบบมีช่วงพักเป็นประจำให้ผลลัพธ์คล้ายคลึงกัน โดยการเดินแบบต่อเนื่องเป็นประจำช่วยให้ผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงมีไขมันสะสมในร่างกาย ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง และภาวะเครียดออกซิเดชันลดลง และมีระดับไขมันในเลือดดีขึ้น ส่วนการเดินแบบมีช่วงพักเป็นประจำช่วยให้มีระดับความดันโลหิต ไขมันสะสมในร่างกาย ระดับน้ำตาลในเลือด และภาวะเครียดออกซิเดชันลดลง และมีองค์ประกอบของร่างกาย และการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติของหัวใจดีขึ้น โดยการเดินออกกำลังกายทั้งสองแบบไม่มีผลต่อการทำงานของไต แต่การเดินแบบมีช่วงพักมีแนวโน้มทำให้การทำงานของไตดีขึ้นได้มากกว่าการเดินแบบต่อเนื่อง

คำสำคัญ

ผู้สูงอายุElderlyHypertensionExerciseความดันโลหิตสูงการออกกำลังกายautonomic nervous systemRenal functionระบบประสาทอัตโนมัติการทำงานของไต

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

ผลของการออกกำลังกายแกว่งแขนต่อความดันโลหิต ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด และการปรับเปลี่ยนประสาทอัตโนมัติของหัวใจในผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง

ปิยะพงษ์ ประเสริฐศรี สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2559

การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และความสม่ำเสมอในการรับประทานยาของคนไทยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง จำแนกโดยเพศ อายุ และระดับการศึกษา

วรรณา สนองเดช มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2558

ผลของการเดินสมาธิที่มีต่อภาวะพุทธิปัญญาและสมองเสื่อมในผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง

เสาวลักษณ์ สุนทราลักษณ์ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. 2564

สมรรถภาพปอดและการทํางานของระบบประสาทอัตโนมัติของหัวใจ หลัง 12 สัปดาห์ของการฝึกออกกําลังกายด้วยการเดินเร็วและบิดเอวร่วมกับการเพิ่มน้ำหนักที่แขนในคนไทยวัยผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน

ปรัชญา ชุมแวงวาปี มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2558

ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยรูปแบบการเซิ้งสะไนประยุกต์ที่มีต่อความดันโลหิต ดัชนีมวลกาย และสุขสมรรถนะของผู้สูงวัยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง

เตชภณ ทองเติม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2560

ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบรำวงย้อนยุคต่อความดันโลหิตในผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง

วราภรณ์ แย้มมีศรี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พ.ศ. 2561

การปรับพฤติกรรมการออกกำลังกายในผู้สูงอายุโรคเรื้อรัง ในเขตภาคเหนือของประเทศไทย

ศิริรัตน์ ปานอุทัย คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2551

ประสิทธิผลของโปรแกรมการออกกําลังกายแบบ ประยุกต์รําวงมาตรฐานต่อพฤติกรรมการออกกําลังกาย ระดับความดันโลหิตและไขมันในเลือด ในผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง จังหวัดจันทบุรี

กาญจนา พิบูลย์ มหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ. 2560

การประเมินสมรรถภาพหัวใจ และหลอดเลือดขณะออกกําลังกายที่เพิ่ม ความหนักมากขึ้นในคนไทยที่มีสุขภาพดี

บูรพา ปุสธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2558

สภาพการออกกำลังกายของผู้สูงอายุในชุมชนภาคเหนือของประเทศไทย

พัชรี รัศมีแจ่ม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ. 2562