การพัฒนาโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อเพิ่มผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อความเป็นมา : โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่ประชาชนคนไทยเป็นมากที่สุด และมักเป็นจุดเริ่มต้นในการก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนที่ทำให้เกิดความพิการและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ปัจจุบันพบว่าแม้มีระบบการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังแล้ว แต่อัตราป่วยและสัดส่วนผู้ป่วยควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ในจังหวัดนครราชสีมามีมากและมีแนวโน้มสูงขึ้น งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อเพิ่มผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่เหมาะสมกับบริบทของจังหวัดนครราชสีมา วิธีดำเนินการวิจัย : ดำเนินการโดยใช้กรอบแนวคิดของการวิจัยและพัฒนา โดย 1) ประเมินสถานการณ์ และเฝ้าระวังปัจจัยด้านจังหวะชีวิต ได้แก่ คุณภาพการนอน (Sleep wake patterns, periods of rest and sleep, Sleeping efficiency) กิจกรรมทางกาย (Physical activity) circadian rhythm และสัญญาณชีพของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมโรคไม่ได้ โดยใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว และ 2) พัฒนาโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อส่งเสริมการควบคุมความดันโลหิตโดยใช้ปัจจัยด้านจังหวะชีวิต รวบรวมข้อมูลด้วย MotionWatch8 การตรวจร่างกาย ทบทวนผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และแบบสอบถามที่ได้รับการประเมินคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ MotionWare สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเปรียบเทียบผลการวิจัย :1) ปัจจัยด้านจังหวะชีวิตที่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) ระหว่างผู้ป่วยกลุ่มควบคุมความดันโลหิตได้และผู้ป่วยกลุ่มควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ คือ intra-daily Variability (IV) และผู้สูงอายุมีคุณภาพการนอนด้อยกว่าผู้ป่วยกลุ่มอายุน้อย 2) ผู้ป่วยกลุ่มควบคุมความดันโลหิตไม่ได้มีค่าเฉลี่ยของความถี่และขอบเขตในการเคลื่อนไหวร่างกายสลับกับการพักในช่วงที่นอนหลับ 1 ชั่วโมง (Sleep NPCRA -IV) สูงต่ำกว่าผู้ป่วยกลุ่มที่ควบคุมไม่ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ตัวแปรอื่น ๆ ของผู้ป่วยทั้งสองกลุ่ม ไม่แตกต่างกัน 3) Continuous Vigorous Physical activity ของผู้ป่วยกลุ่มควบคุมได้มีค่าเฉลี่ยน้อยกว่าผู้ป่วยกลุ่มควบคุมไม่ได้ 4) ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมแต่ไม่ได้ปฏิบัติสม่ำเสมอ ทั้งการใช้ยาไม่ถูกต้อง การควบคุมโซเดียม และไม่ไปตรวจตามนัด 5) ผู้ป่วยที่ควบคุมความดันโลหิตได้แต่สูงกว่าปกติ มีค่ามัธยฐานของระดับความเครียดในภาวะวิกฤตสูงกว่าผู้ป่วยที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ 6) ผู้ป่วยที่ควบคุมความดันโลหิตได้ มีความรู้เรื่องโรคดีกว่า ปัญหาการนอนไม่มีคุณภาพต่ำกว่าผู้ป่วยที่ควบคุมไม่ได้ 7) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อระดับความดันโลหิตอย่างมีนัยสำคัญ คือความตีบแคบของเส้นเลือด ส่วนประสิทธิภาพการนอนมีความสัมพันธ์กับระดับของการควบคุมความดันโลหิต แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 8) ผู้ป่วยกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มี intra-daily แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 9) โปรแกรมควบคุมความดันโลหิตที่พัฒนาขึ้นโดยใช้เทคนิค Motivational Interview สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการเพิ่มระดับของพฤติกรรมที่เป็นผลดีต่อสุขภาพ และความดันโลหิต จึงควรนำไปใช้เพื่อส่งเสริมการควบคุมความดันโลหิตคำสำคัญ: ความดันโลหิตสูง, จังหวะชีวิต, กิจกรรมทางกาย, นาฬิกาติดตามตัวผู้ป่วย, โปรแกรมปรับพฤติกรรม, ทฤษฎีขั้นตอนการเปลี่ยนแปลง