ผลของการออกกำลังกายแกว่งแขนต่อความดันโลหิต ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด และการปรับเปลี่ยนประสาทอัตโนมัติของหัวใจในผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกออกกำลังกายแกว่งแขนต่อระดับความดันโลหิต ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด และการปรับเปลี่ยนการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติของหัวใจของผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง รูปแบบการศึกษาเป็นเชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (randomized controlled trial) ผู้เข้าร่วมการวิจัยเป็นผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 50 คน (เพศชาย 11 คน และเพศหญิง 39 คน อายุ 71.80 ± 7.16 ปี) มีระดับความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว (Systolic Blood Pressure: SBP) 136.79 ± 15.37 mmHg ระดับความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว (Diastolic Blood Pressure: DBP) 76.24 ± 8.67 mmHg และมีดัชนีมวลกาย 25.02 ± 4.67 kg/m2 ผู้เข้าร่วมการวิจัยถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มโดยวิธีการสุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มฝึกออกกำลังกายแกว่งแขนและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 25 คน กลุ่มฝึกออกกำลังกายแกว่งแขนได้รับโปรแกรมการแกว่งแขนวันละ 30 นาทีต่อเนื่อง จำนวน 3 วัน/สัปดาห์ เป็นเวลา 3 เดือน ส่วนกลุ่มควบคุมดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันตามปกติโดยไม่ได้รับโปรแกรมออกกำลังกายใดๆ เป็นเวลา 3 เดือน ก่อนและหลังได้รับโปรแกรม ผู้เข้าร่วมการวิจัยทั้งหมดได้รับการตรวจวัดองค์ประกอบของร่างกาย ระดับ SBP และ DBP ความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจซึ่งประเมินจากคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะพักในท่านอน ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดซึ่งประกอบด้วย ระดับ glucose, lipid profile (triglyceride, low-density lipoprotein-cholesterol, high-density lipoprotein (HDL)-cholesterol และ total cholesterol),atherosclerogenic index, high-sensitive C-reactive protein (hsCRP) ในเลือด และคุณภาพชีวิตด้านร่างกาย ผลการศึกษาพบว่าหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มฝึกออกกำลังกายแกว่งแขนมีค่าของตัวแปรต่อไปนี้ต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05)1) ความยาวรอบเอว 2) สัดส่วนของความยาวรอบเอวต่อความยาวรอบสะโพก 3) ระดับ SBP4) ผลต่างของความดันเลือด 5) ระดับ hsCRP ในเลือด และ 6) ค่า low frequency (LF) power และมีค่าของตัวแปรต่อไปนี้สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05)1) ระดับ HDL-cholesterol ในเลือด และ 2) ค่า high frequency (HF) power ส่วนคุณภาพชีวิตด้านร่างกายไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการฝึกออกกำลังกายแกว่งแขนวันละ 30 นาทีต่อเนื่อง จำนวน 3 วัน/สัปดาห์ เป็นเวลา 3 เดือน ช่วยให้ผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงมีค่าต่อไปนี้ลดลง 1) ความยาวรอบเอว 2) สัดส่วนของความยาวรอบเอวต่อความยาวรอบสะโพก 3) ระดับความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว 4) ผลต่างของความดันเลือด 5) ระดับของการอักเสบในเลือด และ 6) การทำงานของระบบประสาท sympathetic และมีค่าต่อไปนี้เพิ่มขึ้น 1) ระดับ HDL-cholesterol ในเลือด และ 2) การทำงานของระบบประสาท parasympatheticผลลัพธ์เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยควบคุมความดันโลหิตในผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง และช่วยป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนจากโรคความดันโลหิตสูงในอนาคต