การพัฒนารูปแบบการจัดการการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชนที่มีความหลากหลายวัฒนธรรมเขตพื้นที่ชายแดนภาคเหนือของประเทศไทย กรณีศึกษาโรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูงและเบาหวาน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยเชิงปฏิบัติการมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยมุ่งเน้นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน ในชุมชนที่มีความหลากหลายวัฒนธรรมเขตพื้นที่ชายแดนภาคเหนือของประเทศไทย การศึกษาดำเนินการตามขั้นตอนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพเป็นผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติการการดูแล และผู้ป่วย จำนวน 52 คน ส่วนการศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณ เป็นผู้ให้บริการสุขภาพ จำนวน 39 คน และผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จำนวน 402 คน ทีมพัฒนารูปแบบมีจำนวน 50 คน และทดลองใช้รูปแบบในผู้ป่วย จำนวน 41 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แนวคำถามในการสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่ม แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ สถิติพรรณนาและสถิติที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชนที่มีความหลากหลายวัฒนธรรมมีหลักในการจัดการแบบชุมชนแฝดหรือหมู่บ้านคู่ขนานที่มุ่งเน้น 3 กลุ่ม 3 วัยและ 4 เสาหลัก และจัดการให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของแต่ละชนชาติ ซึ่งผู้ให้บริการสุขภาพรับรู้ถึงการจัดการการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระดับดี และการจัดการก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีแก่ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยพบว่าผู้ป่วยรับรู้ถึงการได้รับการสนับสนุนในระดับมาก และมีพฤติกรรมสุขภาพและสุขภาพในระดับดี 2) รูปแบบการจัดการการดูแลฯ ที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วยการพัฒนาความร่วมมือของบุคลากรและชุมชนคนไทยและคนต่างด้าวในการคัดกรองโรคและจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในชุมชน และพัฒนาอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) ให้มีความสามารถในการดูแลผู้ป่วยที่บ้านอย่างมีแบบแผน โดยใช้แนวปฏิบัติการจัดการการดูแลฯ และ 3) หลังการใช้รูปแบบฯ ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังรับรู้ถึงการสนับสนุนที่ได้รับจากผู้ให้บริการสุขภาพเพิ่มขึ้น รวมทั้ง อสม. และอสต. มีความพึงพอใจต่อแบบแผนการเยี่ยมบ้านที่พัฒนาขึ้นมากกว่าแบบแผนเดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05