การพัฒนารูปแบบการให้บริการของคลินิกการจัดการโรคเรื้อรัง (เบาหวานและความดันโลหิตสูง) บรรทัดฐานใหม่ เพื่อส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุม การแพร่กระจายเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในผู้ป่วยและคลินิกการจัดการโรคเรื้อรัง (เบาหวานและความดันโลหิตสูง) และวิเคราะห์ผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่มีต่อผู้ป่วยและการให้บริการของคลินิกการจัดการโรคเรื้อรัง (เบาหวานและความดันโลหิตสูง) และ 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการให้บริการของคลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (เบาหวานและความดันโลหิตสูง) บรรทัดฐานใหม่ที่ส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 การวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การวิเคราะห์สถานการณ์ กลุ่มตัวอย่างแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง จากโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลชุมชนใน 10 จังหวัดที่มีการแพร่กระจายเชื้อไวรัสสูงสุดของประเทศ และจาก 2 จังหวัด ที่มีการแพร่กระจายเชื้อไวรัสต่ำสุดของประเทศ จำนวน ทั้งสิ้น 2,201 คน และ 2) บุคลากรสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการของคลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จำนวน 20 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงในการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .96 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .91 2) แบบสัมภาษณ์ชนิดกึ่งโครงสร้างใช้สัมภาษณ์ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง และ 3) แบบสัมภาษณ์ชนิดกึ่งโครงสร้างใช้สัมภาษณ์บุคลากรทีมสุขภาพ ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการดำเนินงานให้บริการพัฒนารูปแบบการให้บริการของคลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (เบาหวานและความดันโลหิตสูง) บรรทัดฐานใหม่เพื่อส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 11 ท่าน การรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณโดย กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง รวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผ่านระบบ Zoom Cloud Meeting และการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา และสถิติไคส์แควร์และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับการควบคุมและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อยู่ในระดับปานกลาง 29.98 คะแนน (SD = 10.28) เพศ มีความสัมพันธ์กับระดับระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p<0.05 ระดับอายุ สิทธิในการรักษาพยาบาล ระดับการศึกษา อาชีพ ความสามารถในการอ่าน เขียน การฟัง และความสามารถในการมองเห็น และการมีโรคประจำตัว มีความสัมพันธ์กับระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p<0.01 อายุเฉลี่ย ระยะเวลาที่เป็นโรคเบาหวาน ระยะเวลาที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง มีความสัมพันธ์เชิงลบกับคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ p <.01 มีค่า r เท่ากับ -.536, -.070, -.194 ตามลำดับ สถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาส่งผลกระทบแก่ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง 2 ด้าน คือ 1) ผลกระทบด้านบวก ได้แก่ ผู้ป่วยบางกลุ่มสามารถควบคุมโรคได้ดีขึ้น สมาชิกในครอบครัวและชุมชนได้มีบทบาทในการดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น การได้รับข้อมูลจากแหล่งต่างๆที่หลากหลาย ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงมีความกระตือรือร้นและมีความต้องการข้อมูลเกี่ยวกับโรคและการปฏิบัติตัวเพิ่มขึ้น 2) ผลกระทบด้านลบ ได้แก่ การเข้าถึงบริการสุขภาพลงลด การจัดการดูแลตนเองที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม ไม่สามารถควบคุมโรคได้เกิดโรคแทรกซ้อนเฉียบพลัน ผลกระทบระยะยาวหลังติดเชื้อ และผลกระทบด้านสุขภาพจิต ผลกระทบต่อระบบบริการสุขภาพ ได้แก่ ผลกระทบต่อรูปแบบการให้บริการที่หลากหลายตามนโยบายที่เปลี่ยนแปลง และผลกระทบต่อการบริหารจัดการกำลังทีมสุขภาพในช่วงการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รูปแบบการให้บริการของคลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (เบาหวานและความดันโลหิตสูง) บรรทัดฐานใหม่เพื่อส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อยู่บนพื้นฐานของหลักคิดของระบบสุขภาพ ได้แก่ ทีมสุขภาพ การเข้าถึงการรักษาและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อ สารสนเทศข้อมูลด้านสุขภาพ และการออกแบบบริการ โดยระบบบริการควรจัดตามองค์ประกอบที่สำคัญคือ การส่งเสริมให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ มีความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพ สื่อสารทางสุขภาพ จัดการตนเองตามเงื่อนไขทางสุขภาพ รู้เท่าทันสื่อสารสนเทศ และตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้อง และออกแบบบริการตามระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานและดันโลหิตสูง ที่แบ่งออกเป็น 3 ระดับตามความรอบรู้ด้านสุขภาพ ผู้ป่วยที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับปานกลางถึงน้อยจะได้รับการฝึกอบรมและการใช้เทคนิควิธีการเพื่อส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ การติดตามต่อเนื่องผ่านระบบสารสนเทศ การมีส่วนร่วมในการดูแลของครอบครัว ในขณะที่กลุ่มที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับมากจะได้รับการสนับสนุน ด้านข้อมูลสารสนเทศ และการติดตามต่อเนื่องเพื่อการจัดการดูแลตนเองที่บ้าน รูปแบบบริการบรรทัดฐานใหม่จะครอบคลุมการดำเนินงานของคลินิกการจัดการโรคเรื้อรัง (เบาหวานและความดันโลหิตสูง) ในทุกระยะของการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคอุบัติใหม่ในอนาคตที่จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงสามารถควบคุมและป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อได้