การพัฒนารูปแบบบริการดูแลผู้ป่วยเบาหวานของหน่วยบริการระดับ ปฐมภูมิ ในช่วง COVID-19 ระบาด
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบบริการดูแลผู้ป่วยเบาหวานของหน่วยบริการระดับปฐมภูมิ ในช่วง COVID-19 ระบาด ตำบลจานลาน อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ พร้อมทั้งประเมินประสิทธิผลของรูปแบบบริการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในการคัดกรองสุขภาพ การประเมินพฤติกรรมเสี่ยง พร้อมคำแนะนำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง และรับยาอย่างต่อเนื่องในช่วง COVID-19 ระบาด ของหน่วยบริการระดับปฐมภูมิ ตำบลจานลาน อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ ในขั้นตอนทำความเข้าใจปัญหาในพื้นที่ ผู้ให้ข้อมูลหลักคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ รพ. รพ.สต. องค์การบริหารส่วนตำบล อสม. และแกนนำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม โดยทีมผู้วิจัย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเนื้อหาด้านความเชื่อด้านสุขภาพ ศักยภาพและรูปแบบการจัดบริการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในชุมชน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนบอกสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวานได้ตรงกัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ทราบวิธีการปฏิบัติตนเองเมื่อป่วย แต่ยังขาดความตระหนักในการจัดการดูแลตนเองและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างจริงจัง ในช่วง COVID-19 ระบาดเจ้าหน้าที่ รพ.สต. มีการปรับมาตรการในการลดการรวมกลุ่ม ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานได้รับการติดตามและคำแนะนำการปฏิบัติตนจากเจ้าหน้าที่น้อยลง โดยการจัดบริการดูแลผู้ป่วยเบาหวานส่วนใหญ่จะทำโดย อสม. ที่อยู่ในชุมชนเป็นหลัก การคัดกรองและติดตามผู้ป่วยเบาหวานจะมีการดำเนินการโดย อสม. และส่งข้อมูลมาที่ รพ.สต. ผ่านระบบ Line กลุ่ม และนำสมุดมาส่งที่ รพ.สต. ฉะนั้น จะยังพบการเดินทางของ อสม. ที่มีการเข้าออก รพ.สต. หลายครั้ง ทำให้ อสม. ยังคงมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ COVID-19 และเสี่ยงต่อการเป็นผู้แพร่เชื้อสู่ชุมชน อีกทั้งการส่งข้อมูลคัดกรอง ผ่าน Line กลุ่ม พร้อมกัน อาจเกิดความผิดพลาดในการนำข้อมูลมาลงในระบบได้ การพัฒนา Web application จึงเป็นเครื่องมือที่จะช่วยจัดการข้อมูลให้มีความสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการจัดให้บริการสนทนากลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชุมชนโดยชุมชนดำเนินการเอง จะช่วยสร้างความเข้มแข็งของระบบบริการการจัดการตนเองของผู้ป่วยและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน