รูปแบบโปรแกรมการใช้เวลาว่างเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักศึกษาระดับอุดมศึกษาในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการใช้เวลาว่างฯและโปรแกรมการใช้เวลาว่างที่เหมาะสมของนักศึกษาระดับอุดมศึกษาในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และเพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบโปรแกรมการใช้เวลาว่างเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่นักศึกษาชั้นปีที่ 1-2 ของสถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตยะลา มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี คณะผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการใช้เวลาว่างของนักศึกษา 9 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านการอยู่ค่ายพักแรม 2) ด้านกิจกรรมกีฬาประเภทเสี่ยงอันตรายและกิจกรรมประเภทท้าทาย 3) ด้านการแสดง/ละคร 4) ด้านศิลปะ 5) ด้านเกมกีฬา 6) ด้านดนตรีและการร้องเพลง 7) ด้านงานอดิเรก 8) ด้านการอ่านหนังสือ และ 9) ด้านคอมพิวเตอร์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หลังจากนั้นได้ศึกษาโปรแกรมการใช้เวลาว่างที่เหมาะสมด้วยวิธีการจัดเวทีสนทนากลุ่ม กลุ่มตัวอย่างคือ คณาจารย์ที่เกี่ยวข้องกับกิจการนักศึกษาและตัวแทนสโมสรนักศึกษาระดับปริญญาตรีของทั้ง 4 สถาบัน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพและใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนาผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการใช้เวลาว่างของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา พบว่าโดยรวมแล้ว นักศึกษามีรูปแบบการใช้เวลาว่างให้หมดไปในรูปแบบทั้ง 9 ด้านเป็นบางครั้ง ( =2.66) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า นักศึกษามีรูปแบบการใช้เวลาว่างในด้านคอมพิวเตอร์ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( =3.18) รองลงมาได้แก่ ด้านเกมกีฬา ( =3.03) ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดได้แก่ ด้านกิจกรรมกีฬาประเภทเสี่ยงอันตรายและกิจกรรมประเภทท้าทาย ( =2.12) 2. โปรแกรมการใช้เวลาว่างที่เหมาะสมสำหรับนักศึกษาระดับอุดมศึกษา ในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รูปแบบโปรแกรมการใช้เวลาว่างที่เหมาะสมของกลุ่มนักศึกษาจากทั้ง 4 สถาบัน พบว่า รูปแบบการใช้เวลาว่างที่เหมาะสมสำหรับนักศึกษากลุ่มนี้มี 5 ด้าน คือ ด้านเกมกีฬา ด้านคอมพิวเตอร์ ด้านการอ่านหนังสือ ด้านการอยู่ค่ายพักแรม และด้านงานอดิเรก สำหรับช่วงเวลาในการทำกิจกรรมที่สม่ำเสมอในวันปกติและวันหยุด คือ ด้านเกมกีฬา และด้านคอมพิวเตอร์ ส่วนด้านการอยู่ค่ายพักแรม ด้านงานอดิเรก และด้านการอ่านหนังสือ เวลาที่เหมาะสมคือ วันหยุด เสาร์ -อาทิตย์ และวันหยุดปิดภาคเรียน 3. ผลการใช้โปรแกรมการใช้เวลาว่างโดยนักศึกษากลุ่มตัวอย่างเลือกรูปแบบการใช้เวลาว่างจาก 5 รูปแบบที่นิยม ไปกำหนดโปรแกรมการใช้เวลาว่างของตนเองและนำไปปฏิบัติต่อเนื่อง 6 สัปดาห์ พบว่าได้ผลดังนี้ คือ 1) ด้านประโยชน์ที่ได้รับ นักศึกษาเกิดความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น มีสุขภาพดีขึ้นทั้งทางด้านร่างกายและอารมณ์ และเกิดสัมพันธภาพที่ดีระหว่างนักศึกษากับบุคคลรอบข้างและผู้อื่น 2) ด้านความพึงพอใจต่อการทำโปรแกรมการใช้เวลาว่าง นักศึกษามีความพึงพอใจในผลที่เกิดขึ้นกับตนเอง ต้องการให้ขยายผลไปยังผู้อื่นและต้องการให้มีการทำกิจกรรมที่ต่อเนื่อง 4. ผลการประเมินระดับคุณภาพชีวิตของนักศึกษากลุ่มตัวอย่างตามองค์ประกอบของคุณภาพชีวิต 4 ด้านขององค์การอนามัยโลกชุดย่อฉบับภาษาไทย (WHOQOL-BREF-THAI) ซึ่งประกอบด้วย 1)ด้านร่างกาย 2)ด้านจิตใจ 3)ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม และ 4)ด้านสิ่งแวดล้อม ปรากฏว่าระดับคุณภาพชีวิตที่เกิดจากการรับรู้ในตนเองของนักศึกษาแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือการรับรู้ด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการดำเนินชีวิต รองลงมาคือ ด้านร่างกายที่มีผลต่อชีวิตประจำวันและการรับรู้ในตนเองของนักศึกษาที่แตกต่างกันไม่มากคือด้านจิตใจและด้านความสัมพันธ์