บทบาทของกิจกรรมนันทนาการและการใช้เวลาว่างของ ผู้สูงอายุใน 16 จังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโปรแกรมกิจกรรมนันทนาการที่เป็นมาตรฐานเพื่อ ใช้เป็นต้นแบบในการใช้เวลาว่างของผู้สูงอายุใน 16 จังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย และศึกษาปัญหาการใช้เวลาว่างเพื่อลดและแก้ไขปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ ผู้สูงอายุที่อยู่ในอำเภอต่าง ๆ ของ 16 จังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย จังหวัดละ 60 คน จำนวน 16 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 960 คน ทำการประเมินพฤติกรรมสุขภาพก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมกิจกรรมนันทนาการ หลังจากนั้น เข้าร่วมโปรแกรมกิจกรรมนันทนาการที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น สัปดาห์ละ 7 วัน วันละ 1 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 17.00 – 18.00 น. เป็นเวลา 3 เดือน เริ่มตั้งแต่ วันที่ 1 มีนาคม ถึง 31 พฤษภาคม 2551 วิเคราะห์ข้อมูลโดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (SPSS for Windows) โดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t – test) ประมาณค่าเฉลี่ยของประชากร ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 % และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการบรรยาย ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้เข้าร่วมโปรแกรมกิจกรรมนันทนาการและการใช้เวลาว่าง มีความเข้าใจในเรื่องความหมายของผู้สูงอายุ ความหมายของเวลาว่าง ความเข้าใจเกี่ยวกับกิจกรรมนันทนาการ ความพึงพอใจ และคุณภาพชีวิต เพราะ การได้เข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการทำให้มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตดีขึ้น ทำให้เกิดความเพลิดเพลินและมีความสุข ส่งเสริมให้สถาบันครอบครัวเกิดความอบอุ่น 2. โปรแกรมกิจกรรมนันทนาการและการใช้เวลาว่างของผู้สูงอายุที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นได้รับผลสำเร็จเป็นไปตามเป้าหมาย คือ ผู้สูงอายุใน 16 จังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย มีการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านอารมณ์ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา โปรแกรมนี้สร้างขึ้นโดยพิจารณายึดกิจกรรมนันทนาการเป็นหลัก 3. ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมสุขภาพในด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญาของผู้สูงอายุ โดยรวม 16 จังหวัด ภาคเหนือ ก่อนและหลังการเข้าร่วม โปรแกรมกิจกรรมนันทนาการและการใช้เวลาว่าง พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05