การยกระดับผลิตภัณฑ์จากเชียงดาสู่มาตรฐานอาหารปลอดภัย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตเชียงดาและการศึกษาระยะการเก็บเกี่ยวเชียงดาที่มีกรดจิมเนมิกสูง 2)เพื่อพัฒนาระบบโรงอบแห้งที่สามารถรักษาคุณภาพของเชียงดาอบแห้งให้มีปริมาณกรดจิมเนมิกสูงและเพื่อประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของระบบอบแห้งผลิตภัณฑ์ผักเชียงดาด้วยพลังงานความร้อนร่วม 3)เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์เชียงดาและแนวทางการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อส่งเสริมศักยภาพวิสาหกิจชุมชนจากการศึกษาพบว่าการยกระดับมาตรฐานการผลิตเชียงดาตามมาตรฐาน GAP ในการศึกษาครั้งนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาความรู้เฉพาะของเกษตรกรผู้ปลูกในตำบลวอแก้ว และผลการศึกษาปริมาณกรดจิมเนมิกจากเชียงดาในตำบลวอแก้วระหว่างเดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2565 พบว่าช่วงการเก็บเกี่ยวเชียงดาที่มีปริมาณกรดจิมเนมิกสูงอยู่ในช่วงระหว่างเดือนมกราคมและพฤศจิกายน ดังนั้นช่วงเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมของเชียงดา คือ เดือนมกราคมและพฤศจิกายน ผลการวิจัยพัฒนาระบบโรงอบแห้งและการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของระบบอบแห้งพบว่า การอบแห้งผักเชียงดาที่แตกต่างกัน ได้แก่ การนำผักเชียงดาอบแห้งด้วยแสงอาทิตย์โดยตรง เป็นเวลา 5 ชั่วโมง และมีการใช้โรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับพลังงานความร้อนเสริม ใช้เวลาในการอบแห้ง 5 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 65 องศาเซลเซียส อัตราการอบแห้งผักเชียงดาปริมาณ 5 Kg พบว่าเทคโนโลยีระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับพลังงานความร้อนเสริมไม?มีผลกระทบต่อคุณภาพด?านสีและกลิ่น โดยระยะคืนทุนของโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับพลังงานความร้อนเสริม เท่ากับ 1 ปีผลการยกระดับผลิตภัณฑ์เชียงดาพบว่าใบเชียงดาอบแห้งที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นาน 12 ชั่วโมง สามารถสกัดกรดจิมเนมิกได้สูงสุด 8,416 ? 80 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมเชียงดาแห้ง เมื่อใช้สารละลายเอทานอลความเข้มข้นร้อยละ 50 เป็นตัวทำละลาย อัตราส่วนใบเชียงดาผงต่อสารละลาย เท่ากับ 1:20 ทำการสกัดที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส นาน 2 ชั่วโมง และการประยุกต์ใช้สารสกัดผักเชียงดาผงในการศึกษานี้เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ผงชงดื่ม มัทฉะเชียงดา และผลิตภัณฑ์เยลลี่เพื่อสุขภาพ จิมเนมาเยลลี่ และผลการศึกษาแนวทางการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ผักเชียงดา เพื่อส่งเสริมศักยภาพวิสาหกิจชุมชน ตำบลวอแก้ว อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการจัดสนทนากลุ่ม (Focus group) สมาชิกผู้เพาะปลูกและผู้จำหน่ายผักเชียงดาของวิสาหกิจชุมชนตำบลวอแก้ว จำนวน 30 คน ใช้เทคนิค SWOT Analysis และ TOWS Matrix เพื่อพัฒนากลยุทธ์และแนวทางการตลาดเฉพาะของผลิตภัณฑ์เชียงดาทั้งสอง กลยุทธ์ทางการตลาดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผลิตภัณฑ์เชียงดาของวิสาหกิจชุมชนตำบลวอแก้ว ประกอบด้วย 1) กลยุทธ์เชิงรุก : การสร้างอัตลักษณ์ของตัวผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่งขัน 2) กลยุทธ์เชิงรับ : การสร้างเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกผักเชียงดาของชุมชน 3) กลยุทธ์เชิงแก้ไข : กลยุทธ์การพัฒนาทักษะความสามารถของเกษตรกรผู้เพาะปลูกผักเชียงดา และ 4) กลยุทธ์เชิงป้องกัน: ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมและการวิจัยคำสำคัญ : เชียงดา; กรดจิมเนมิก; การยกระดับ; ผลิตภัณฑ์จากเชียงดา; มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี; พลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับพลังงานความร้อนเสริม