การพัฒนาคุณภาพเชียงดา เพื่อใช้ประโยชน์ในผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพต้านอนุมูลอิสระเชิงพาณิชย์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ผักเชียงดา (Gymnema inodorum Decne) เป็นผักพื้นบ้านภาคเหนือที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะเพื่อบำบัดรักษาโรคภัยต่าง ๆ ใบมีผลต่อโรคเบาหวาน รูมาตอยด์ และเกาต์ มีฤทธิ์ยับยั้งการดูด ซึมและลดระดับน้ำตาลในลำไส้ สารสกัดจากใบช่วยทำให้นักกีฬาเกิดการพัฒนากล้ามเนื้อมากขึ้น ดังนั้น จึงทำการศึกษาเพื่อหาวิธีการเพิ่มปริมาณสารต้นอนุมูลอิสระและการออกฤทธิ์ยับยั้งอนุมูลอิสระ โดย ศึกษาผลของปริมาณธาตุอาหารในดิน ธาตุโบรอน การขาดน้ำ และโคลซึซีน ต่อการเจริญเติบโต ผลผลิต สารต้นอนุมูลอิสระ และฤทธิ์การต้นอนุมูลอิสระ ดำเนินการทดลองที่สถาบันวิจัยเทคโนโลยีเกษตร จังหวัดลำปาง ระหว่างเดือนธันวาคมพ.ศ. 2553 ถึง เดือน กันยายน พ.ศ. 2556 พบว่า ปริมาณธาตุ อาหารในดินและในใบมีความแตกต่างกันตามพื้นที่ที่เก็บตัวอย่าง ถ้าดินที่ปลูกมีปริมาณอินทรียวัตถุและ ฟอสฟอรัสสูง รวมทั้งในใบมีปริมาณไนโตรเจนและฟอสฟอรัสสูง ทำให้ผักเชียงดามีฤทธิ์การต้านอนุมูล อิสระสูง ธาตุอาหารโบรอนไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตทางลำต้นและผลผลิตของผักเชียงดา แต่แสดง อาการขาดโบรอน เมื่อใส่ธตุโบรอนต่ำกว่าร้อยละ 30เป็นที่น่าสังเกตว่าสายต้นที่ มีปริมาณ สารประกอบฟินอลิกและฤทธิ์ต้นอนุมูลอิสระสูงกว่าสายต้นที่ 6 ถึงแม้จะใส่โบรอนในปริมาณที่เท่ากัน การขาดน้ำเป็นระยะเวลา 15 วัน ไม่กระทบต่อการให้ผลผลิตในผักเชียงดาที่มีอายุต้น 5 - 12 เดือนหลัง ย้ายปลูก แต่การขาดน้ำเป็นระยะเวลา 2 เดือนทำให้ผลผลิตผักเชียงดาลดลงประมาณร้อยละ 50 แต่ผัก เชียงดามีปริมาณคลอโรฟิลล์ สารประกอบฟินอลิกและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงขึ้น การศึกษาถึงการเข้า อยู่ของเชื้อราอาบัสคูล่า ไมคอร์ไรซา ชนิดต่าง ๆ ในผักเชียงดา พบว่า เชื้อ Glornus sp. 1 ทำให้จำนวน ยอดของผักเชียงดาสูงที่สุด ส่วนเชื้อ Acaulospora sp. มีผลให้ความยาวยอดของผักเชียงดาสูงสุด และ เชื้อ Glomus mosseae มีการเข้าอยู่ในต้ผักเชียงดาสูงที่สุด ในส่วนของการศึกษาการใช้โคลซิซีนเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของผักเชียงด พบว่า สารคลซิซินความเข้มข้นร้อยละ 0 - 1.0 ไม่ทำ ให้จำนวนเซลล์ปากใบเฉลี่ยต่อพื้นที่ ความกว้างและความยาวของเซลล์ปากใบเปลี่ยนแปลงแตกต่างกัน ความเข้มข้นร้อยละ 0.25 ทำให้สายต้น 4 มีการเจริญเติบโตของยอดหลังจากหยดโคลซิซิน 6 สัปดาห์ การศึกษาด้านเทคโนโลยีการปลูกและดูแสรักษา พบว่า ผักเชียงดาสายต้นต่างกันมีลักษณะทาง พืชสวน ฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระ และสารต้านอนุมูลอิสระต่างกัน โดยสายต้น 4 มีคุณสมบัติที่เหนือกว่า สายต้น 6 การใช้ระยะปลูก 25x120 ซม. ทำให้ผักเชียงดามีจำนวนยอด และน้ำหนักยอดสูงสุด (113.25 ยอด ต่อไร่ และ 804.73 กก.ต่อไร่ ตามลำดับ) แต่ไม่มีผลต่อฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระและสารต้านอนุมูล อิสระ การใช้เปลือกถั่วคลุมดินทำให้ผักเชียงดามีน้ำหนักยอดต่อไร่มากที่สุด (657.49 กก.ต่อไร่) และไม่ มีผลต่อฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระและสารต้นอนุมูลอิสระเช่นกัน การตัดแต่งทรงทุ่ม 3-4 ครั้งต่อปีมี แนวโน้มให้ผลผลิตผักสดมากกว่าการตัดแต่ง 2 ครั้งต่อปี โดยมีน้ำหนักยอดรวมเฉลี่ยเท่ากับ 2866 กก. ต่อไร่ นอกจากนี้ ระยะเวลาการพ่นปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพที่แตกต่างกัน ไม่มีผลต่อคุณภาพของผักเชียงดาทุก ลักษณะ การศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของผักเชียงดาโดยใช้เครื่องหมายดีเอนเอ โดยวิธี Amplified Fragment Length Polymorphism (AFLP) เพื่อจัดจำแนกกลุ่มและหาความสัมพันธ์ของ ผักเชียงดา พบว่า เมื่อใช้ไพรเมอร์ E-AAC และ M-CTC สามารถจำแนกผักเชียงดาออกเป็น 5 กลุ่ม คู่ ไพรเมอร์ E-AGA และ M-CTA จำแนกออกเป็น 4 กลุ่ม คู่ไพรเมอร์ E-AGA และ M-CTC จำแนก ออกเป็น 3 กลุ่ม คู่ไพรเมอร์ E-ATT และ M-CTC จำแนกออกเป็น 3 กลุ่ม และคู่ไพรเมอร์ E-ATT และ M-CT จำแนกออกเป็น 2 กลุ่ม การขยายพันธุ์ผักเชียงดาในสภาพปลอดเชื้อ มีขั้นตอนของการฟอกฆ่าเชื้อชิ้นส่วนปลายยอด ของเชียงดาที่เหมาะสมด้วยการใช้คลอรอกซ์ร้อยละ 15 เขย่านาน 10 นาที สูตรอาหารที่เหมาะสมใน การชักนำให้เกิดยอดใหม่ คือ MS(1962) ที่เติม BA 4 มก./ล. สูตรอาหารที่เหมะสมต่อการเพิ่มจำนวน ยอดใหม่ของผักเชียงดาในสภาพปลอดเชื้อ คือ MS(1962) อาหารกึ่งแข็ง ที่เติม BA 2 มก/ล. ร่วมกับ NAA 0.5 มก./ล. การซักนำให้เกิดรากทำโดยนำส่วนปลายยอดไปเลี้ยงบนอาหารสูตร MS(1962) ที่เติม IBA 1 มก./ล. เลี้ยงนาน 4 สัปดาห์ หลังจากนั้นทำการย้ายปลูกในวัสุดปลูก ทราย : ขุยมะพร้าว : ขี้เถ้า แกลบ อัตราส่วน 1 : 1 : 1 ทำให้ต้นกล้ามีเปอร์เซ็นต์การรอดตายได้ดี การพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากผักเชียงดา ใช้วัตถุดิบผักเชียงดาสายต้น 4 กระบวนการ สกัดน้ำผักเซียงดาที่เหมาะสม ทำได้ 2 วิธี คือ การเตรียมน้ำหมักผักเชียงดาใบแก่ที่ทำลายเชื้อจุสินทรีย์ เริ่มต้นด้วย K2S2O5 100 มก/กก. โดยน้ำหนัก หมักด้วย Saccharomyces สายพันธุ์ EC1118 และการ สกัดด้วยน้ำในอัตราส่วนผักเชียงดาต่อน้ำ 1 ต่อ 2 สารสกัดผักเชียงดาใช้เป็นวัตถุดิบในการทำ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยการทำแห้งแบบระเหิด (Freeze drying) สารสกัดมีปริมาณสารประกอบ ฟีนอลิค 1914.11 มก. GAE/100 ก. โดยน้ำหนักแห้ง Antioxidant activity 1626.72 มก. TE/100 ก. โดยน้ำหนักแห้ง และของแข็งทั้งหมด ร้อยละ 80.65 IC50 5.02 มก./100 ก. โดยน้ำหนักแห้ง และ ปริมาณความชื้น ร้อยละ 19.35 ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเครื่องดื่มสกัดผักเชียงดา ("กรีนเฮลตี้ดริงค์") เตรียมได้จากสารสกัดผักเชียงดาโดยการหมักผสมน้ำผึ้งร้อยละ 15 ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารผักเชียงดาผง บรรจุแคปซูล (" กรีนเฮลตี้แคป") มีปริมาณคลอโรฟิลล์ และ Antioxidant activilty สูง คลอโรฟิลล์ ทั้งหมดมีผลในทางบวกต่อ Antioxidant activity การศึกษาปัจจัยทางการตลาดที่มีผลต่อการยอมรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากผักเชียงดา พบว่า กลุ่มผู้บริโภคที่มีอิทธิพลต่อการซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากผักเชียงดา คือ ผู้บริโภคเพศหญิง อายุ 31- 40 ปี มีการศึกษระดับปริญญาตรี สถานภาพโสด ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน และมีรายได้ต่อ เดือน 15,001-20,000 บาท ผู้บริโภคดังกล่าวส่วนใหญ่เคยบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบบเม็ด ราคา ประมาณขวดละ 35-40 บาท เพื่อบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงเป็นประจำทุกวัน ชอบซื้อผลิตภัณฑ์เสริม อาหารจากห้างสรรพสินค้า บุคคลที่มีส่วนกระตุ้นในการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากที่สุด คือ ครอบครัว/ญาติพี่น้อง ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ คือ ประโยชน์และ สรรพคุณของตัวผลิตภัณฑ์ รวมทั้งฉลากหรือข้อมูลผลิตภัณฑ์ ราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพ ประโยชน์ที่ ได้รับต่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์หาซื้อได้ง่ายและสะดวก หรืออาจมีการจัดส่งผลิตภัณฑ์ถึงบ้านที่ทำให้เกิด ความสะดวกในการซื้อ มีการแจกเอกสารแนะนำที่เป็นประโยชน์และเข้าใจง่าย และมีการนำรายงานการ วิจัยมาอ้างอิงประกอบการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักผักเชียงดาแต่เคยได้ ยินชื่อผักเชียงดาจากคนรู้จัก และคิดว่าผักเชียงดามีสรรพคุณลดน้ำตาลในเลือด รักษาเบาหวาน หลังจาก ทดสอบชิมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากผักเชียงดา ผู้บริโภคยอมรับรสชาติ และเต็มใจซื้อถ้ามีผลิตภัณฑ์ จำหน่ายในตลาด ราคาที่เหมาะสมควรต่ำกว่า 50 บาท (ขวดแก้วขนาด 70 มิลลิลิตร)