แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไมโครกรีนผักพื้นเมืองเพื่อเพิ่มผลผลิต สารต้านอนุมูลอิสระ และความสามารถในการต้านออกซิเดชั่น
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ปัจจุบันผู้บริโภคนิยมรับประทานไมโครกรีน (อายุ 7 14 วันหลังเพาะ) เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากอุดมไปด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ อย่างไรก็ตาม ความรู้เกี่ยวกับสารต้านอนุมูลอิสระและความสามารถในการต้านออกซิเดชั่นในไมโครกรีนจากผักพื้นเมืองของไทยยังมีอย่างจากัด ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าและพัฒนาผักพื้นเมืองของไทยอย่างยั่งยืน วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้ คือ 1) เพื่อประเมินผลผลิต ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ ความสามารถในการต้านออกซิเดชัน ปริมาณจุลินทรีย์ และคุณภาพทางประสาทสัมผัสในไมโครกรีนผักพื้นเมือง 2) เพื่อศึกษาผลของผลของอุณหภูมิในการเก็บรักษาต่อคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยว ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ และความสามารถในการต้านออกซิเดชันของไมโครกรีนผักพื้นเมือง 3) เพื่อศึกษาผลของ ZnSO4 ต่อการเจริญเติบโต ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ และความสามารถในการต้านออกซิเดชันของไมโครกรีนผักพื้นเมือง และ 4) เพื่อศึกษาผลของระดับความเข้มแสงของหลอดไดโอดเปล่งแสงต่อผลผลิต ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ และความสามารถในการต้านออกซิเดชันในไมโครกรีนผักพื้นเมือง การศึกษานี้แบ่งออกเป็น 4 งานทดลอง คือ งานทดลองที่1 เป็นการประเมินผลผลิต สารต้านอนุมูลอิสระ ความสามารถในการต้านออกซิเดชัน ปริมาณจุลินทรีย์ และคุณภาพทางประสาทสัมผัสในไมโครกรีนผักพื้นเมือง พบว่า ผักพื้นเมืองที่เก็บรวมรวมได้ทั้งหมด 46 ชนิด มีศักยภาพในผลิตเป็นไมโครกรีนได้เพียง 33 ชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไมโครกรีนจากผักขี้หูด ผักกาดเขียวน้อย และผักบุ้งจีน เนื่องจาก มีปริมาณสารประกอบฟีนอลิคทั้งหมด ปริมาณฟลาโวนอยด์ทั้งหมด แคโรทีนอยด์ และความสามารถในการต้านออกซิเดชันสูง รวมถึงมีคะแนนการทดสอบทางประสาทสัมผัสดี นอกจากนี้ ปริมาณจุลินทรีย์ที่เป็นโทษ ได้แก่ Escherichia coli และ Salmonella spp. อยู่ในระดับปลอดภัยทั้งหมด การทดลองที่ 2 เป็นการศึกษาผลของอุณหภูมิการเก็บรักษาต่อการเปลี่ยนแปลงผลผลิต สารต้านอนุมูลอิสระ และความสามารถในการยับยั้งอนุมูลอิสระในไมโครกรีนผักขี้หูด (rat-tailed radish; Raphanus sativus var. caudatus Alef) ผักชีลาว (dill; Anethum graveolens L.) และแมงลัก (hairy basil; Ocimum africanum Lour.) โดยการเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5, 10 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิห้อง (25 + 2 องศาเซลเซียส) เป็นระยะเวลา 12 วัน พบว่า การเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่าสามารถชะลอการเปลี่ยนแปลงน้าหนักสดและน้าหนักแห้งช้ากว่าการเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้อง นอกจากนี้ การเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่าสงผลใหอายุการเก็บรักษานานขึ้น และชวยชะลอการลดลงของปริมาณสารประกอบฟนอลิคทั้งหมด ฟลาโวนอยด์ทั้งหมด และความสามารถในการต้านออกซิเดชันได้ โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมสาหรับการเก็บรักษาไมโครกรีนทั้ง 3 ชนิด คือ 5 องศาเซลเซียส การทดลองที่ 3 เป็นการศึกษาผลของ zinc sulfate (ZnSO4) ต่อการเจริญเติบโต สารต้านอนุมูลอิสระ และความสามารถในการยับยั้งอนุมูลอิสระในไมโครกรีนผักขี้หูด ผักชีลาว และแมงลัก 5 โดยการพ่น ZnSO4 ความเข้มข้น 0 0.5 1.0 1.5 2.0 และ 2.5 ?M เมื่ออายุ 2 วันหลังเพาะ หลังจากนั้นพ่นทุกวันจนถึงอายุ 11 วันหลังเพาะ และเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 วันหลังเพาะ พบว่า ไมโครกรีนผักพื้นเมืองทุกชนิดมีน้าหนักสดและน้าหนักแห้งลดลงเมื่อความเข้มข้นของ ZnSO4 สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อพ่น ZnSO4 ความเข้มข้น 2.5 ?M ส่งผลให้ไมโครกรีนทุกชนิดมีปริมาณสารประกอบฟีนอลิคทั้งหมด และฟลาโวนอยด์ทั้งหมดสูงที่สุด การพ่น ZnSO4 ความเข้มข้น 1.5 ?M ส่งผลให้ไมโครกรีนผักขี้หูดและผักชีลาวมีความสามารถในการยับยั้งอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH และ ABTS สูงสุด ในขณะที่ไมโครกรีนแมงลักมีความสามารถในการยับยั้งอนุมูลอิสระทั้งสองวิธีสูงที่สุด เมื่อพ่นด้วย ZnSO4 ความเข้มข้น 1.0 ?M นอกจากนี้ ปริมาณไลโคปีนและเบตา--แคโรทีนในไมโครกรีนมีการตอบสนองต่อ ZnSO4 แตกต่างกัน ดังนั้น การใช้ปุ๋ยซัลเฟอร์ในรูป ZnSO4 เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการเพิ่มปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ แคโรทีนอยด์ และความสามารถในการยับยั้งอนุมูลอิสระใน ไมโครกรีนผักพื้นเมืองทั้ง 3 ชนิดนี้ การศึกษาที่ 4 เป็นการศึกษาระดับความเข้มของแสงจากหลอดไดโอดเปล่งแสงต่อผลผลิต ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ และความสามารถในการต้านออกซิเดชันในไมโครกรีนผักพื้นเมือง 3 ชนิด ได้แก่ ผักขี้หูด ผักชีลาว และแมงลัก โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ จานวน 4 ซ้า ให้ความเข้มแสงจากหลอดไดโอดเปล่งแสง 3 ระดับ 110 220 และ 330 m-2s-1 โดยเปรียบเทียบกับหลอดฟลูออเรสเซนต์ (control) ผลการศึกษา พบว่าไมโครกรีนทั้ง 3 ชนิดตอบสนองต่อระดับความเข้มแสงแตกต่างกัน เมื่อระดับความเข้มแสงสูงขึ้นส่งผลให้ไมโครกรีนมีน้าหนักแห้งเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ระดับความเข้มแสง 330 ?mol m-2s-1 เหมาะสาหรับผลิตไมโครกรีนผักผักชีลาวและแมงลัก เนื่องจากมีปริมาณสารประกอบฟีนอลิคทั้งหมดและความสามารถในการต้านออกซิเดชันสูงสุด อย่างไรก็ตาม ไมโครกรีนผักขี้หูดไม่ตอบสนองต่อระดับความเข้มแสง