ชุดเครื่องมือต้นแบบอัตโนมัติสำหรับประเมินฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระของน้ำส้มควันไม้
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ ชุดต้นแบบในการวิเคราะห์ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระทั้งหมด ถูกพัฒนาขึ้นโดยใช้เทคนิคไมโครฟลูอิดิกควบคู่กับการตรวจวัดการเรืองแสง โดยอาศัยการเร่งปฏิกิริยาของสารประกอบโคบอลต์อีดีทีเอที่มีต่อปฏิกิริยาระหว่างลูมินอลและไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ โดยเมื่อให้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ผสมกับสารประกอบของโคบอลต์อีดีทีเอจะสร้างอนุมูลอิสระไฮดรอกซิลขึ้น ซึ่งอนุมูลอิสระไฮดรอกซิลที่เกิดขึ้นนี้สามารถทำปฏิกิริยากับลูมินอลให้ผลิตภัณฑ์ที่เปล่งแสงออกมาได้ การวิเคราะห์ค่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระทั้งหมดสามารถทำได้โดยปั๊มสารละลายผสมของลูมินอลในสารประกอบโคบอลต์อีดีทีเอและไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์อย่างต่อเนื่อง เข้าไปผสมกันบนไมโครชิปทำให้ได้สัญญาณการเรืองแสงคงที่ค่าหนึ่ง เมื่อฉีดสารมาตรฐานหรือสารตัวอย่างซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระเข้าสู่ระบบสารต้านอนุมูลอิสระจะไปจับกับไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์และอนุมูลอิสระไฮดรอกซิล ส่งผลให้แสงที่วัดได้มีค่าลดลงแปรผันตามความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของสารตัวอย่าง ในงานวิจัยนี้ได้เสนอวิธีการประเมินค่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระทั้งหมดในรูปแบบของค่า IC50 (ปริมาณของสารต้านอนุมูลอิสระที่ใช้ในการลดแสงลง 50%) ของตัวอย่างทั้ง 3 กลุ่มได้แก่กลุ่มน้ำคั้นแยกกากจากผลไม้ทั้ง 14 ชนิดคือ มะขามป้อม ฝรั่งสีขาว มะละกอ สับปะรด มังคุด มะเขือเทศราชินี ทับทิม ส้มเขียวหวาน ฝรั่งสีชมพู องุ่น มะนาว เสาวรส แอปเปิ้ลเขียว และแอปเปิ้ลฟูจิ ส่วนกลุ่มที่ 2 เป็นสารสกัดจากผักพื้นบ้านของไทยทั้ง 13 ชนิดประกอบด้วย ผักที่นิยมรับประทานในประเทศไทย 6 ชนิด คือ ผักคะน้า ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว สะระแหน่ โหระพา ขมิ้น และอีก 6 ชนิดเป็นผักที่นิยมรับประทานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ผักติ้ว ผักเม็ก ผักกระโดน ผักแผ้ว ผักขะแยง ผักอีหลำและสารสกัดจากชาเขียว และกลุ่มสุดท้ายจะเป็นเครื่องดื่มทั้ง 8 ชนิดที่นิยมดื่มในประเทศไทย จากการทดลองพบว่าระบบที่พัฒนามีความไวสูง สามารถวิเคราะห์ตัวอย่างที่มีความเข้มข้นของสารต้านอนุมูลอิสระต่ำในระดับนาโนโมลาร์ได้ การวิเคราะห์มีความแม่นยำสูงที่ %การเบี่ยงเบนมาตรฐานสัมพัทธ์ <2% (จำนวนครั้งในการฉีดสาร =10 ครั้ง) ผู้วิจัยได้ทำการทดสอบความน่าเชื่อถือของระบบโดยการเปรียบเทียบลำดับความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระเทียบกับวิธีดีพีพีเอชซึ่งเป็นวิธีแบบดั้งเดิม พบว่าการทดลองให้ผลที่สอดคล้องกันโดยลำดับความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของสารมาตรฐานเรียงลำดับจากมากไปน้อยเป็นดังนี้คือ เคอร์ซิทิน > โทรลอกซ์ > กรดแกลลิก > กรดคาเฟอิก > รูติน วิธีที่พัฒนาขึ้นมีความ