Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2555

ศึกษาการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดินเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของผลิตผลภายหลังการเก็บเกี่ยวของผักอินทรีย์ในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝนในเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนบน

พันธุ์ทิพย์ ปานกลาง กรมพัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2555

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

การใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อเพิ่มผลผลิต และ คุณภาพของผลิตผลภายหลังการเก็บเกี่ยวของผักอินทรีย์ในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝนในเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนบนโดยดำเนินการทดลองในแปลงเกษตรกร พื้นที่หมู่ที่ 3 ตำบลท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างปี 2552-2554 โดยในแปลงวิจัยของผักคะน้า พบว่า ที่ระดับความลึก 0-15 เซนติเมตร ดินที่มีการปรับปรุงบำรุงดินด้วยวิธีแบบเกษตรกร (ตำรับที่ 1 ) มีแนวโน้มว่า มีความอุดมสมบูรณ์ของดินมากที่สุด ซึ่งมีปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดิน และค่าการนำไฟฟ้ามากที่สุด ส่วนการเจริญเติบโตและผลผลิตของผักคะน้าจากตำรับการทดลองที่ 1 ก็มีแนวโน้มว่าจะมีการเจริญเติบโตและผลผลิตมากที่สุด โดยพบว่า มีความสูงของต้น ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นและผลผลิตมากที่สุด เช่นเดียวกับ คุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวของผักคะน้า ซึ่งพบว่า ผลผลิตคะน้าที่เก็บเกี่ยวจากดินที่มีการปรับปรุงบำรุงดินด้วยวิธีแบบเกษตรกร (ตำรับที่ 1 ) มีแนวโน้มว่า จะมีอายุการเก็บรักษานานที่สุด และมีอัตราการสูญเสียน้ำหนักน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม พบว่า ตำรับการทดลองที่ 3 ถึง 5 ซึ่งมีทำการปรับปรุงดินโดยใส่ปุ๋ยหมักอัตรา 4 ตันต่อไร่ ร่วมกับเชื้อจุลินทรีย์ควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืช (พด.3) อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ และฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพ (พด.2) เจือจางในอัตราส่วน 1 : 500-2,000 อัตรา 50 ลิตรต่อไร่ ร่วมกับสารป้องกันแมลงศัตรูพืช (พด.7) เจือจางในอัตราส่วน 1 : 500 อัตรา 50 ลิตรต่อไร่ มีแนวโน้มว่า จะมีผลผลิตน้ำหนักสดของคะน้ามากกว่าตำรับการทดลองที่ 2 ซึ่งมีการจัดการดินด้วยปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว สำหรับในแปลงวิจัยของผักกวางตุ้ง พบว่า ที่ระดับความลึก 0-15 เซนติเมตร ดินที่มีการปรับปรุงบำรุงดินด้วยวิธีแบบเกษตรกร (ตำรับที่ 1 ) มีแนวโน้มว่า มีความอุดมสมบูรณ์ของดินมากที่สุด โดยพบว่า ดินในตำรับการทดลองที่ 1 จะมีค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ในดิน ปริมาณแคลเซียมในดิน และค่าการนำไฟฟ้ามากที่สุด ส่วนการเจริญเติบโตและผลผลิตของผักกวางตุ้งจากตำรับการทดลองที่ 1 ก็มีแนวโน้มว่าจะมีการเจริญเติบโตและผลผลิตมากที่สุด โดยพบว่า มีความสูงของต้น ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นและผลผลิตมากที่สุด เช่นเดียวกับ คุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวของผักกวางตุ้ง ซึ่งพบว่า ผลผลิตกวางตุ้งที่เก็บเกี่ยวจากดินที่มีการปรับปรุงบำรุงดินด้วยวิธีแบบเกษตรกร (ตำรับที่ 1 ) มีแนวโน้มว่า จะมีอายุการเก็บรักษานานที่สุด และมีอัตราการสูญเสียน้ำหนักน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม พบว่า ตำรับการทดลองที่ 3 ถึง 5 ซึ่งมีทำการปรับปรุงดินโดยใส่ปุ๋ยหมักอัตรา 4 ตันต่อไร่ ร่วมกับเชื้อจุลินทรีย์ควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืช (พด.3) อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ และฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพ (พด.2) เจือจางในอัตราส่วน 1 : 500-2,000 อัตรา 50 ลิตรต่อไร่ ร่วมกับสารป้องกันแมลงศัตรูพืช (พด.7) เจือจางในอัตราส่วน 1 : 500 อัตรา 50 ลิตรต่อไร่ มีแนวโน้มว่า จะมีผลผลิตน้ำหนักสดของกวางตุ้งมากกว่าตำรับการทดลองที่ 2 ซึ่งมีการจัดการดินด้วยปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ในแปลงวิจัยถั่วฝักยาว ที่ระดับความลึก 0-15 เซนติเมตร ดินที่มีการปรับปรุงบำรุงดินด้วยวิธีแบบเกษตรกร (ตำรับที่ 1 ) มีแนวโน้มว่า มีความอุดมสมบูรณ์ของดินมากที่สุด โดยพบว่า ดินในตำรับการทดลองที่ 1 จะมีปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดิน ปริมาณโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ในดิน และค่าการนำไฟฟ้ามากที่สุด ส่วนการเจริญเติบโตและผลผลิตของถั่วฝักยาวจากตำรับการทดลองที่ 1 ก็มีแนวโน้มว่าจะมีการเจริญเติบโตและผลผลิตมากที่สุด โดยพบว่า มีความยาวฝัก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นและผลผลิตมากที่สุด เช่นเดียวกับ คุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวของถั่วฝักยาว ซึ่งพบว่า ผลผลิตถั่วฝักยาวที่เก็บเกี่ยวจากดินที่มีการปรับปรุงบำรุงดินด้วยวิธีแบบเกษตรกร (ตำรับที่ 1 ) มีแนวโน้มว่า จะมีอายุการเก็บรักษานานที่สุด และมีอัตราการสูญเสียน้ำหนักน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม พบว่า ตำรับการทดลองที่ 3 ซึ่งมีทำการปรับปรุงดินโดยใส่ปุ๋ยหมักอัตรา 4 ตันต่อไร่ ร่วมกับเชื้อจุลินทรีย์ควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืช (พด.3) อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ และฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพ (พด.2) เจือจางในอัตราส่วน 1 : 1,000 อัตรา 50 ลิตรต่อไร่ ร่วมกับสารป้องกันแมลงศัตรูพืช (พด.7) เจือจางในอัตราส่วน 1 : 500 อัตรา 50 ลิตรต่อไร่ มีแนวโน้มว่า จะมีการเจริญเติบและผลผลิตน้ำหนักสดของถั่วฝักยาวมีค่าใกล้เคียงกับวิธีการจัดการดินด้วยปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

ศึกษาการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดินเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของผลิตผลภายหลังการเก็บเกี่ยวของผักคะน้าอินทรีย์ในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝนในเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนบน

พันธุ์ทิพย์ ปานกลาง กรมพัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2554

ศึกษาการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อเพิ่มผลผลิต และ คุณภาพของผลิตผลภายหลังการเก็บเกี่ยวของผักกวางตุ้งอินทรีย์ในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝนในเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนบน

พันธุ์ทิพย์ ปานกลาง กรมพัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2555

ศึกษาการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อเพิ่มผลผลิต และ คุณภาพของผลิตผลภายหลังการเก็บเกี่ยวของถั่วฝักยาวอินทรีย์ในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝนในเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนบน

ณัฐวุฒิ จุลสงค์ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 11 พ.ศ. 2554

การพัฒนาระบบการผลิตผักสวนครัวอินทรีย์ด้วยปุ๋ยมูลไส้เดือนคุณภาพสูงในจังหวัดเพชรบูรณ์

นุชจรี สิงห์พันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ พ.ศ. 2559

ศึกษาอัตราที่เหมาะสมของปุ๋ยเคมีอัตราแนะนำของกรมวิชาการเกษตรโดยใช้น้ำหมักชีวภาพ เพื่อเพิ่มมวลชีวภาพของแหนแดงที่ใช้เป็นปุ๋ยไนโตรเจนในการปลูกข้าว จังหวัดฉะเชิงเทรา

วลัญดรรชน์ เอี่ยมวรการ กรมพัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2556

ผลของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงร่วมกับปุ๋ยชีวภาพ (พด. 12) ต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของถั่วฝักยาว ในกลุ่มชุดดินที่ 56

วรรณา สุวรรณวิจิตร กรมพัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2554

เปรียบเทียบการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดินชนิดต่างๆ เพื่อเพิ่มผลผลิตอ้อยอย่างยั่งยืน

ภัทรานิษฐ์ ช่วยสระน้อย กรมพัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2560

การศึกษาประสิทธิภาพของจุลินทรีย์สาหรับพืชปรับปรุงบำรุงดิน พด.11 ร่วมกับปุ๋ยชีวภาพ พด.12 เพื่อเพิ่มผลผลิตอ้อย จ.ลำปาง

กรวิกา รัตนนพนันทน์ กรมพัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2557

ผลของการใช้ปุ๋ยชีวภาพร่วมกับการควั่นกิ่งเพื่อเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง

วัชราภรณ์ จันทบุตร กรมพัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2557

โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตผักหวานบ้านที่เหมาะสมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

ศักดิ์สิทธิ์ จรรยากรณ์ กรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2556