กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
จากงานวิจัยที่ผ่านมาคณะผู้วิจัยได้พัฒนาสารเคลือบผิวที่ทำมาจากไขผึ้งสำหรับเคลือบผิวส้มพันธุ์สายน้ำผึ้ง พบว่าสารเคลือบผิวที่ประกอบด้วยไขผึ้ง 4 เปอร์เซ็นต์ เป็นส่วนผสมที่ดีที่สุดสำหรับยืดอายุการเก็บรักษาผลส้มพันธุ์สายน้ำผึ้ง สามารถลดการสูญเสียน้ำออกจากผลส้มได้ดีแต่ยังพบปัญหาการเน่าของผลส้มเป็นจำนวนมาก ในการวิจัยนี้ได้พัฒนาสารเคลือบผิวที่ผสมสารต้านทานเชื้อจากธรรมชาติโดยเติมพรอพอลิสที่ความเข้มข้นต่างๆ คือ 0, 1, 2 และ 4 เปอร์เซ็นต์ ในสารเคลือบผิวที่มีไขผึ้ง 4 เปอร์เซ็นต์ พบว่าสามารถเติมพรอพอลิสลงในสารเคลือบผิว และได้สารเคลือบผิวที่ผสมเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อนำไปทดสอบเคลือบผิวส้มพันธุ์สายน้ำผึ้งพบว่า ผลส้มที่เคลือบผิวด้วยสารเคลือบผิวทุกความเข้มข้นมีการสูญเสียน้ำน้อยกว่าชุดควบคุมที่ไม่ผ่านการเคลือบผิว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สารเคลือบผิวที่ผสมพรอพอลิสสามารถลดการเกิดโรคหลังเก็บเกี่ยวได้ดีกว่าผลส้มที่เคลือบผิวด้วยสารเคลือบผิวที่ไม่เติมพรอพอลิส แต่ผลส้มการเคลือบด้วยสารเคลือบผิวจะมีการเกิดโรคมากว่าชุดควบคุม โดยที่ผลส้มในชุดควบคุมผิวเริ่มเหี่ยวเมื่อเก็บรักษานานเพียง 3 วัน และผิวแห้งเมื่อเก็บรักษานานขึ้น สารเคลือบผิวที่มีส่วนประกอบของพรอพอลิส 2 เปอร์เซ็นต์ในสารเคลือบผิวที่มีไขผึ้ง 4 เปอร์เซ็นต์ เป็นสารเคลือบผิวที่มีความเหมาสมสำหรับเคลือบผลส้มสายน้ำผึ้งเนื่องจากสามารถลดการเกิดโรคได้ดีที่สุด เมื่อนำสารเคลือบผิวที่ได้ไปทดสอบอายุการเก็บรักษา โดยเก็บสารเคลือบผิวไว้ที่อุณหภูมิ 3 ระดับคือ อุณหภูมิ 5, 15 และ 25 องศาเซลเซียส ระยะเวลานาน 6 และ 12 เดือน เมื่อนำมาทดสอบประสิทธิภาพของสารเคลือบผิวพบว่า สารเคลือบผิวที่เก็บรักษาไว้ทั้ง 3 อุณหภูมิ และ เก็บไว้นาน 6 และ 12 เดือน มีประสิทธิภาพในการเคลือบผิวไม่แตกต่างกัน ซึ่งแสดงว่าสารเคลือบผิวที่ผลิตขึ้นสามารถเก็บรักษาได้นาน มากกว่า 12 เดือน เมื่อนำสารเคลือบผิวที่ได้ไปทดสอบเคลือบผิวด้วยเครื่องเคลือบผิวที่ใช้ในทางการค้า พบว่าสามารถเคลือบผิวได้ดี และผลส้มที่เคลือบผิวด้วยสารเคลือบผิวที่ผลิตขึ้น มีการสูญเสียน้ำต่ำกว่าและสามารถเก็บรักษาได้นานกว่าสารเคลือบผิวที่ใช้ในทางการค้า แต่มีความมันวาวน้อยกว่าคำสำคัญ: พรอพอลิส ส้มพันธุ์สายน้ำผึ้ง, สารเคลือบผิว, เก็บรักษา, โรคหลังเก็บเกี่ยว