การผลิตสัตว์เศรษฐกิจเพื่อความมั่นคงและปลอดภัยทางอาหาร
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัย เรื่อง การผลิตสัตว์เศรษฐกิจเพื่อความมั่นคงและปลอดภัยทางอาหาร ประกอบด้วย 7 โครงการ ได้แก่ 1) การประมาณค่าอัตราพันธุกรรมของน้าหนักปลานิลอินทรีย์ภายใต้การเลี้ยงในระบบไบโอฟลอค 2) ประสิทธิภาพของสารสกัดกระเทียมเสริมอาหารในการเลี้ยงปลานิล 3) ศักยภาพของพืชสมุนไพรไทยและจุลินทรีย์โปรไบโอติกต่อการเจริญเติบโตและภูมิคุ้มกันของปลานิล 4) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพซินไบโอติกส์ที่มีผลต่อการเจริญเติบโต การยับยั้งโรคติดเชื้อ กิจกรรมของเอนไซม์ย่อยอาหารและการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกันในปลานิลวัยอ่อน 5) การปรับปรุงคุณภาพไข่ไก่ด้วยสาหร่ายไบรูลิน่า 6) การบริหารจัดการการผลิตและสุขภาพปลานิลเพื่อรับมือต่อการเปลี่ยน แปลงสภาพอากาศเพื่อความมั่นคั่งและยั่งยืนของธุรกิจ 7) รูปแบบที่เหมาะสมในการใช้เศษเหลือปลาจากกระบวนการผลิตปลาส้มและหอยเชอรี่เป็นอาหารเลี้ยงปลาช่อนในระบบน้าหมุนเวียนแบบอะควาโปนิคส์ เข้าสู่การเลี้ยงสัตว์น้าอินทรีย์ ซึ่งผลที่ได้จากการศึกษาวิจัยปีที่ 2 มีดังนี้ การประมาณค่าอัตราพันธุกรรมของน้าหนักปลานิลอินทรีย์ภายใต้การเลี้ยงในระบบไบโอฟลอค โดยการประมาณค่าจากประชากรปลานิลรุ่นที่ 2 จานวน 71 และ 66 ครอบครัวเมื่ออายุ 2-3 เดือนและ 3-4 เดือน องค์ประกอบความแปรปรวนถูกประมาณค่าด้วยวิธี Restricted Maximum Likelihood (REML) โดยใช้ Average Information (AI) algorithm ร่วมกับแบบจาลองสัตว์ (animal model) พบว่าค่าอัตราพันธุกรรมของน้าหนักปลานิลมีความแตกต่างไปตามช่วงอายุ โดยที่อายุ 2-3 เดือนค่าอัตราพันธุกรรมของน้าหนักตัวมีค่าเท่ากับ 0.02?0.06 ซึ่งมีค่าต่า ที่อายุ 3-4 เดือน เดือนค่าตราพันธุกรรมของน้าหนักตัวมีค่า 0.16 ? 0.04 ซึ่งมีค่าปานกลางและมีค่ามากกว่าที่อายุ 2-3 เดือน จากการประเมินผลการตอบสนองต่อการคัดเลือกหลังจากคัดพันธุ์ 1 รุ่นได้จากผลต่างของค่าเฉลี่ย least square mean ของปลานิลกลุ่มคัดเลือกกับค่าเฉลี่ย least square mean ของปลานิลกลุ่มควบคุมมีค่าเท่ากับ 0.98 กรัม/รุ่น หรือคิดเป็น 11.78 % และมีความแตกต่างระหว่างกลุ่มคัดเลือกที่มีค่าสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสาคัญยิ่งทางสถิติ (p<0.01) ซึ่งนับว่ามีความก้าวหน้าในระดับที่ค่อนข้างดี การวิจัยใช้สารสกัดสมุนไพรเสริมอาหารเพื่อเพิ่มผลผลิตของปลานิลที่เลี้ยงด้วยอาหารอินทรีย์ โดยใช้สารสกัดกระเทียม และสูตรสารสกัดกระเทียมผสมสมุนไพรอื่น 0.5%(w/w) เป็นเวลา 16 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มควบคุม (C) ได้น้าหนักปลารวมทั้งหมด เท่ากับ 51.6 kg กลุ่มปลาที่ได้รับสารสกัดกระเทียม (T1) ได้น้าหนักปลารวมทั้งหมด เท่ากับ 52.1 kg กลุ่มปลาที่ได้รับสูตรสารสกัดกระเทียมผสมสมุนไพรอื่น (T2) ได้น้าหนักปลารวมทั้งหมด เท่ากับ 62.3 kg ดังนั้นจากการทดลองนี้ กลุ่ม T2 ได้น้าหนักปลารวมเพิ่มขึ้นจากกลุ่มควบคุม เท่ากับ 20.7 % ปลาที่ได้รับสารสกัดกระเทียมและสมุนไพรอื่น ช่วยเพิ่มผลผลิตปลานิลที่เลี้ยงด้วยอาหารอินทรีย์ได้ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05) และสารสกัดสมุนไพรสามารถเร่งการเจริญเติบโตในปลาขนาดเล็กในระหว่างเลี้ยงได้ การเสริมซินไบโอติกส์ มีผลต่อน้าหนักที่เพิ่มขึ้นของปลา อัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อวัน อัตราการแลกเนื้อ และอัตราการเจริญเติบโตจาเพาะดีขึ้น และมีผลต่อค่ากิจกรรมของไลโซไซม์ในเลือด และประสิทธิภาพการทาลายเชื้อแบคทีเรียของเซลล์เม็ดเลือด (NBT) ในซีรั่ม รวมถึงเอนไซม์ทริปซิน ไคโมทริปซิน โปรติเอส และอะไมเลสในลาไส้ และกระเพาะอาหารของปลานิลวัยอ่อน สูงกว่าการเสริมพรีไบโอติกส์เพียงอย่างเดียว หรือโปรไบโอติกส์เพียงอย่างเดียว เมื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ซินไบโอติกส์ โดยนาเชื้อโปรไบโอติกส์ B. subtilis ทาเป็นผงแห้ง โดยผสมเชื้อโปรไบโอติกส์กับ Skim milk (10%) ทาให้แห้งด้วยเครื่องทาแห้งแบบแช่เยือกแข็ง (Freeze dry) ปริมาณเชื้อที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์หลังจากทาเป็นผงแล้ว ในวันที่ 0, 7, 14, 30 และ 120 วัน เก็บที่อุณหภูมิเฉลี่ย 27 ?C พบว่า ในวันที่ 0 (เริ่มต้น) มีปริมาณเซลล์ B. subtilis อยู่ 1.08?109 CFU/g เมื่อเก็บไว้เป็นเวลา 7, 14, 30 และ 120 วัน พบว่ามีปริมาณเซลล์ลดลงเท่ากับ 1.06?109, 8.50?108, 1.46?108 และ 3.85?107 CFU/g ตามลาดับการใช้สารสกัดจากพืช มะขามป้อม (Phyllanthus emblica) หอมแดง (Allium ascalonicum)และ ดอกแค (Sesbania grandiflora) และ สารสกัดจากพืชสมุนไพร เกสรบัวหลวง (Nelumbo nucifera) ชะเอมเทศ (Glycyrrhiza glabra) และมะแข่วน (Zanthoxylum Limonella) ร่วมกับการใช้ Lactobacillus acidophilus และ ยีสต์ Saccharomyces cerevisiae เสริมในอาหารทดลอง ต่อประสิทธิภาพการเติบโต องค์ประกอบทางเคมีในเนื้อปลา และภูมิคุ้มกันแบบไม่จาเพาะ ในการเลี้ยงปลานิล การทดลองแรก ใช้อาหารทดลอง 4 สูตร ได้แก่ อาหารเสริมวิตามินซี (VC) เป็นอาหารควบคุม อาหารเสริมด้วยมะขามป้อม (MP) อาหารเสริมด้วยหอมแดง (HD) และ อาหารเสริมด้วยดอกแค (DK) เลี้ยงปลานิลขนาดเริ่มต้นเฉลี่ย 53 ก จานวน 3 ซ้า ในกระชัง ระยะเวลาทดลอง 90 วัน ผลการทดลองพบว่า ปลานิลที่เลี้ยงด้วย VC, MP และ HD มีน้าหนักสุดท้าย น้าหนักที่เพิ่มขึ้น อัตราการเจริญเติบโตต่อวัน (ADG) สูงกว่าปลาที่เลี้ยงด้วย DK อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05) อัตราการแลกเนื้อ (FCR) ของปลาที่เลี้ยงด้วยอาหารเสริม DK และ HD มีค่าต่ากว่าปลาที่เลี้ยงด้วยอาหารควบคุม VC อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05) แต่ไม่แตกต่างกับปลาที่เลี้ยงด้วยอาหารเสริม MP (p>0.05) อัตราการรอดตาย ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติในอาหารทดลองทุกสูตรกับชุดควบคุม (p>0.05) หลังเสร็จสิ้นการทดลอง พบว่า ปริมาณโปรตีนในเนื้อปลาที่เลี้ยงด้วยอาหาร HD มีค่าต่าสุดอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05) เมื่อเทียบกับปลาที่เลี้ยงด้วยอาหารสูตรอื่น แต่ปลาที่เลี้ยงด้วยอาหาร MP มีปริมาณโปรตีนในเนื้อปลาไม่แตกต่างจากอาหารควบคุม (VC) นอกจากนี้ยังพบว่า ปลานิลที่เลี้ยงด้วยอาหาร MP มีปริมาณฮีมาโตครีต และปริมาณโปรตีนในซีรัม สูงกว่าปลาที่เลี้ยงด้วยอาหาร DK อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05) แต่ไม่แตกต่าง (p>0.05) จากชุดควบคุม (VC) สูตรอาหารที่ต่างกันในการทดลองครั้งนี้ไม่ส่งผลต่อ ปริมาณ ซีรัมไลโซไซม์ ปริมาณเม็ดเลือดแดง และปริมาณเม็ดเลือดขาว อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p>0.05) การทดลองที่สอง ศึกษาการใช้สารสกัดจากพืชสมุนไพร เกสรบัวหลวง (Nelumbo nucifera) ชะเอมเทศ (Glycyrrhiza glabra) และมะแข่วน (Zanthoxylum Limonella) เสริมในอาหารทดลอง ต่อประสิทธิภาพการเติบโต และภูมิคุ้มกันแบบไม่จาเพาะ ในการเลี้ยงปลานิล ใช้อาหารทดลอง 4 สูตร ได้แก่ อาหารเสริมวิตามินซี เป็นอาหารควบคุม (CT), อาหารเสริมด้วยเกสรบัวหลวง 0.05% (NN) , อาหารเสริมด้วยชะเอมเทศ 0.05% (GG) และ อาหารเสริมด้วยมะแข่วน 0.05% (ZL) เลี้ยงปลานิลขนาดเริ่มต้นเฉลี่ย 46.4 ก จานวน 3 ซ้า ในกระชัง ระยะเวลาทดลอง 90 วัน ผลการทดลองพบว่า ปลานิลที่เลี้ยงด้วย NN มีน้าหนักสุดท้าย, น้าหนักที่เพิ่มขึ้น, อัตราการเจริญเติบโตต่อวัน (ADG) สูงกว่าปลาที่เลี้ยงด้วยอาหารสูตร CT และ MK อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05) อัตราการแลกเนื้อ (FCR) และ อัตราการรอดตาย ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติในอาหารทดลองทุกสูตร (p>0.05) หลังเสร็จสิ้นการทดลอง พบว่า เมื่อสิ้นสุดการทดลอง ปลานิลที่เลี้ยงด้วยอาหารทดลองทุกสูตร (NN, GG และ ZL) มีปริมาณโปรตีนสูงกว่า CT อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05) และ ปลานิลที่เลี้ยงด้วยอาหาร NN และ GG มีปริมาณฮีมาโตครีตสูงกว่าปลาที่เลี้ยงด้วยอาหาร ZL อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05) แต่ไม่แตกต่าง (p>0.05) จากชุดควบคุม (CT) ปริมาณซีรัมไลโซไซม์และเม็ดเลือดแดงในปลาที่เลี้ยงด้วยอาหาร GG มีค่าสูงกว่า CT อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05) แต่ไม่แตกต่าง (p>0.05) จาก NN และ ZL สูตรอาหารที่ต่างกันในการทดลองครั้งนี้ไม่ส่งผลต่อ ปริมาณ พลาสมา โปรตีน และปริมาณเม็ดเลือดขาว อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p>0.05) การทดลองที่สาม ใช้อาหารทดลอง 4 สูตร โดยใช้อาหารเสริมเกสรบัวหลวง (NN) และอาหารเกสรบัวหลวงผสมกับ L. acidophilus 0.2% (LA) อาหารเกสรบัวหลวงผสมกับ ยีสต์ (S. cerevisiae) 0.2% (SC) และอาหารเกสรบัวหลวงผสมกับ L. acidophilus 0.2% ร่วมกับ ยีสต์ (S. cerevisiae) 0.2% (LS) ตามลาดับ เลี้ยงปลานิลขนาดเริ่มต้นเฉลี่ย 47.5 กรัม จานวน 3 ซ้า ในกระชัง ระยะเวลาทดลอง 90 วัน ผลการทดลองพบว่า ปลานิลที่เลี้ยงด้วยอาหาร SC มีน้าหนักสุดท้าย น้าหนักเพิ่ม และอัตราการเจริญเติบโตต่อวัน (ADG) สูงกว่าปลาที่เลี้ยงด้วยอาหาร NN อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05) แต่ไม่แตกต่างจากปลาที่เลี้ยงด้วยอาหาร LA และ LS ผลของอาหารทดลองต่อ FCR และอัตรารอดของปลานิลในการทดลองครั้งนี้ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p>0.05) หลังเสร็จสิ้นการทดลอง พบว่า ปลานิลที่เลี้ยงด้วยอาหาร LA และ SC ปริมาณโปรตีนในเนื้อสูงกว่าปลาที่เลี้ยงด้วยอาหาร CT อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05) และปลานิลที่เลี้ยงด้วยอาหาร SC มีปริมาณ hematocrit (Ht) serum lysozyme และปริมาณ red blood cell (RBC) สูงกว่าปลาที่เลี้ยงด้วยอาหาร NN อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05) อย่างไรก็ตาม สูตรอาหารที่ต่างกันในการทดลองครั้งนี้ไม่ส่งผลต่อปริมาณ plasma protein และ white blood cell (WBC) อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p>0.05) ดังนั้นสามารถใช้สารสกัดจากมะขามป้อมเสริมในอาหารทดลองเลี้ยงปลานิลแทนการใช้วิตามินซี โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต องค์ประกอบทางเคมีในเนื้อปลาและภูมิคุ้มกันแบบไม่จาเพาะ และการใช้เกสรบัวหลวง ร่วมกับยีสต์ S. cerevisiae เสริมในอาหารทดลองส่งผลให้ปลานิลมีอัตราการเจริญเติบโต ดีกว่าปลาที่เลี้ยงด้วยอาหารควบคุมจากการสารวจลงพื้นที่สารวจข้อมูลการเลี้ยงปลานิลในกระชังในเขตจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลาพูน ลาปาง อุตรดิตถ์ พิษณุโลก กาแพงเพชรและตาก พบว่า เกษตรกรไม่ได้ปรับรูปแบบการเลี้ยงที่จะส่งผลให้ศักยภาพการผลิตสูงขึ้นอย่างชัดเจน มีบางรายติดตั้งเครื่องเติมอากาศแต่ยังไม่มีประสิทธิภาพในการใช้งาน เกษตรกรพบปัญหาปลาตายระหว่างการเลี้ยงแต่ไม่ได้ตรวจวินิจฉัยสาเหตุและโรคที่เกิดขึ้น ผู้เลี้ยงมีการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อแก้ไขปัญหา หรือบางรายงดการให้อาหารจนกว่าปลาจะหยุดตาย ยังไม่มีการใช้เกลือช่วยลดความเครียดระหว่างการเลี้ยงที่ชัดเจน รวมทั้งไม่มีแบบแผนในการเปลี่ยนถ่ายน้า โรคติดเชื้อแบคทีเรีย 3 ชนิดหลักที่ตรวจพบในปลานิล ได้แก่ Flavobacterium columnare, Streptococcus agalactiae และ Aeromonas hydrophila โดยการตายของปลามักจะเกิดรอยต่อระหว่างปลายฤดูร้อนถึงฤดูฝน นับตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงเดือนกรกฎาคมของทุกปี ส่วนปรสิตเห็บระฆังจะแทรกเข้ามาเมื่อปลามีความอ่อนแอ ปัญหาปลาน็อคตายยังเป็นปัญหาประจาทุกปีเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและน้าอย่างฉับพลัน มีการรวมกลุ่มของเกษตรกรทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ เพื่อประโยชน์ในการจัดหาลูกพันธุ์ จัดซื้ออาหารสาเร็จรูปและจาหน่ายผลผลิต การขาดบริหารจัดการที่ดีตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้าที่ดี (GAP) ตั้งแต่โรงเพาะฟัก การอนุบาล ตลอดจนถึงกระบวนการเลี้ยงปลานิลยังมีน้อย เพราะเกษตรกรขาดแรงจูงใจที่จะพัฒนาฟาร์มให้ได้มาตรฐาน เนื่องจากราคาจาหน่ายปลานิลที่ได้มาตรฐานไม่ได้สูง การปรับปรุงคุณภาพไข่ไก่ด้วยสาหร่ายสไปรูลิน่าในครั้งนี้ได้ทาการศึกษาในแม่ไก่สายพันธุ์โรมันบราวน์ อายุ 17 สัปดาห์ 320 ตัว วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (Completely Randomized Design: CRD) แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มทดลอง กลุ่มทดลองละ 4 ซ้า ซ้าละ 20 ตัว กลุ่มที่ 1 แม่ไก่ได้รับอาหารควบคุมไม่เสริมสาหร่ายสไปรูลิน่า (0%) กลุ่มที่ 2 และ 3 แม่ไก่ได้รับอาหารควบคุมเสริมสาหร่ายสไปรูลิน่าที่ 0.10 และ 0.15% ตามลาดับ กลุ่มที่ 4 แม่ไก่ได้รับอาหารไก่ไข่ทางการค้า ทาการศึกษาสมรรถภาพการผลิตไข่ และคุณภาพไข่ เป็นเวลา 12 สัปดาห์ และเมื่อสิ้นสุดการทดลอง ทาการศึกษาคุณค่าทางโภชนะของไข่ไก่ต้มสุกทั้งฟอง กรดอะมิโนในไข่ขาวต้มสุก กรดไขมันในไข่แดงต้มสุก และความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระในไข่แดงดิบ ผลการศึกษาพบว่า ตลอด 1-12 สัปดาห์ปริมาณอาหารที่กินไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (P > 0.05) แม่ไก่ในกลุ่มควบคุมและกลุ่มที่ได้รับสาหร่ายมีผลผลิตไข่ที่ต่ากว่ากลุ่มที่ได้รับอาหารทางการค้า (P < 0.05) อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นน้าหนักไข่กลุ่มที่ได้รับอาหารทางการค้าไม่แตกต่างกับกลุ่มควบคุม (P >0.05) แต่ต่ากว่ากลุ่มสาหร่ายสไปรูลิน่า (P < 0.05) น้าหนักไข่ ดัชนีไข่แดง ความหนา ความแข็งแรง และสีของเปลือกไข่ และค่า Hough unit ของทุกกลุ่มทดลองไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (P > 0.05) มีเพียงสีของไข่แดงที่พบว่ากลุ่มที่ได้รับอาหารผสมสาหร่ายสไปรูลิน่ามีค่าสูงกว่ากลุ่มควบคุมแต่ต่ากว่ากลุ่มที่ได้รับอาหารทางการค้า (P < 0.05) ไข่ไก่ทั้งฟองของแต่ละกลุ่มมีความชื้น โปรตีนรวม คาร์โบไฮเดรทที่ย่อยได้ง่าย ( NFE) ไขมันรวม เถ้ารวม เยื่อไยรวม แคลเซียม และฟอสฟอรัส ไม่แตกต่างกัน (P > 0.05) ไข่แดงดิบของกลุ่มที่ได้รับอาหารผสมสาหร่ายสไปรูลิน่า 0.10% มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระได้ 25.95% โดยไม่มีความแตกต่างกับกลุ่มความคุม (P >0.05) แต่การใช้สาหร่ายสไปรูลิน่าที่ 0.15% ทาให้ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระลดลงเหลือ 6.49% (P < 0.05) ไม่พบความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มที่ได้รับอาหารทางการค้า จากการวิเคราะห์กรดไขมันในไข่แดงต้มสุกของกลุ่มควบคุมและกลุ่มที่ใช้สาหร่าย 0.15% พบว่าไม่มีความแตกต่างกัน (P > 0.05) ยกเว้นพบ tricosylic acid เฉพาะกลุ่มที่ได้รับสาหร่าย myristic acid ของกลุ่มที่ได้รับสาหร่ายมีค่ามากกว่ากลุ่มควบคุม (P < 0.05) และ stearic acid และ docosahexaenoic acid ของกลุ่มที่ได้รับสาหร่ายสไปรูลิน่า 0.15% มีค่าต่ากว่ากลุ่มควบคุม (P < 0.05) เช่นเดียวกับกรดอะมิโนในไข่ขาวต้มสุกของกลุ่มควบคุมและกลุ่มที่ใช้สาหร่าย 0.15% พบว่าไม่มีความแตกต่างกัน (P > 0.05) ยกเว้น isoleucine และ valine ของกลุ่มที่ได้รับสาหร่ายสไปรูลิน่า 0.15% มีแนวโน้มสูงกว่ากลุ่มควบคุม (P = 0.098 และ P = 0.091) ดังนั้นสามารถใช้สาหร่ายสไปรูลิน่าที่ระดับ 0.10-0.15% ในสูตรอาหารไก่ไข่ปลอดภัยเพื่อปรับปรุงสีของไข่แดงแต่ไม่สามารถให้สีเทียบเท่ากับอาหารทางการค้าที่ใช้สารสีสังเคราะห์ การใช้อาหารปลอดภัยทาให้ผลผลิตไข่ต่ากว่าอาหารทางการค้าและหากให้ความสาคัญกับความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของไข่แดงควรใช้สาหร่ายสไปรูลิน่าที่ระดับ 0.10% การศึกษาความเหมาะสมของรูปแบบที่เหมาะสมในการใช้เศษเหลือปลาจากกระบวนการผลิตปลาส้มและหอยเชอรี่เป็นอาหารเลี้ยงปลาช่อนในระบบน้าหมุนเวียนแบบอะควาโปนิคส์เพื่อพัฒนาสู่การเลี้ยงสัตว์น้าอินทรีย์โดยแต่ละการทดลองเลี้ยงด้วยอาหารผสมสูตรที่มีหอยเชอรี่ในและของเหลือจากการแปรรูปสัดส่วนทดแทนปลาป่นร้อยละ 0, 25, 50 และชุดควบคุมเลี้ยงด้วยอาหารสาเร็จรูป ทดลองเลี้ยงปลาช่อนในบ่อทดลองด้วยระบบอะควาโปนิคส์ โดยการทดลองที่ 1 เลี้ยงปลาช่อนจากขนาด 3 นิ้วให้ได้ขนาด 6 นิ้ว ระยะเวลา 3 เดือน อัตราความหนาแน่น 100 ตัวต่อตารางเมตร เมื่อสิ้นสุดการทดลองพบว่าชุดควบคุมและชุดทดลองที่เลี้ยงด้วยอาหารผสมหอยเชอรี่ 50เปอร์เซ็นต์ ให้น้าหนักที่เพิ่มขึ้นสูงสุดเท่ากับ 101.0+2.14 กรัม และ 104.0+2.07 กรัม โดยเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยทางสถิติพบว่าไม่มีความแตกต่างกัน (p>0.05) อัตราการรอดตาย และอัตราการเจริญเติบโตต่อวันของชุดควบคุมให้ค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 65.32 และ 64.82 เปอร์เซ็นต์, 1.10 และ 1.34+1.28 กรัมต่อตัวต่อวัน ตามลาดับ การทดลองที่ 2 เลี้ยงปลาช่อนจากขนาด 6 นิ้ว ให้ได้ขนาดตลาด ระยะเวลา 3 เดือน อัตราความหนาแน่น 50 ตัวต่อตารางเมตร เมื่อสิ้นสุดการทดลองพบว่าชุดควบคุมให้น้าหนักที่เพิ่มขึ้นสูงสุดเท่ากับ 209.01+3.56 กรัม แตกต่างกับทุกชุดการทดลองอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05) อัตราการรอดตาย 61.08+4.17 เปอร์เซ็นต์ และอัตราการเจริญเติบโตต่อวันเฉลี่ยเท่ากับ 1.04+2.28 กรัมต่อตัวต่อวัน ตามลาดับ คุณสมบัติของน้ามีเหมาะสมต่อการเลี้ยงและการเจริญเติบโตของปลาช่อนและประสิทธิภาพของการใช้อาหารแต่ละชุดการทดลองให้ผลคุณภาพน้าที่ไม่แตกต่างกัน (p>0.05) ด้านผลผลิตของผักที่ปลูกในระบบอะควาโปนิคส์ของทุกชุดการทดลองไม่มีความแตกต่างกัน (p>0.05) แต่มีข้อสังเกตระหว่างการทดลองว่าผักที่มีรากจานวนมาก เช่น ผักบุ้ง คื่นช่าย สามารถเจริญเติบโตได้ดีกว่าผักชนิดอื่น ทั้งนี้ผลการศึกษาทาให้ทราบว่าของการใช้แหล่งโปรตีนอื่นเพื่อทดแทนปลาป่นในสูตรอาหารสาหรับเลี้ยงปลาช่อนสามารถนาไปใช้เป็นแนวทางการพัฒนาเลี้ยงปลากินเนื้อชนิดอื่นได้