การเสริมยีสต์แดง (Sporidiobolus pararoseus) เป็นสารดูดซับสารพิษจากเชื้อราในอาหารไก่เนื้อ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
สารพิษจากเชื้อราเป็นสารประกอบทุติยภูมิที่สร้างจากเชื้อราซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพมนุษย์และสัตว์ ผนังเซลล์ของยีสต์แดงประกอบด้วยสารเบต้า-กลูแคน และแมนโนโอลิโกแซคคาไรด์เป็นหลัก ซึ่งอาจจะช่วยดูดซับสารพิษจากเชื้อราในระบบทางเดินอาหารได้แล้ว และช่วยให้สัตว์มีสุขภาพดีขึ้น เนื่องจากมีคุณสมบัติในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์ ดังนั้นการศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของยีสต์แดง (Sporid. pararoseus) ในการดูดซับสารพิษจากเชื้อราในอาหารไก่เนื้อ ต่อสมรรถภาพการเจริญเติบโต คุณภาพซาก คุณภาพเนื้อ ค่าเคมีในเลือด ปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ในไส้ตัน พยาธิสภาพ และสัณฐานวิทยาของอวัยวะภายใน โดยใช้ไก่เนื้อเพศผู้อายุ 1 สัปดาห์ จำนวน 1,440 ตัว (จำนวน 72 คอก คอกละ 20 ตัว) จัดกลุ่มทดลองแบบ 3x4 แฟคทอเรียล ในแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ ประกอบด้วยระดับสารพิษจากเชื้อราในอาหาร 3 ระดับ (0%, 50% และ 100%) และระดับของสารดูดซับพิษจากเชื้อรา 4 ระดับ (ไม่เสริม, เสริมสารดูดซับพิษจากเชื้อราเชิงการค้า 0.5 กรัมต่อกิโลกรัมอาหาร, เสริมยีสต์แดง 0.5 กรัมต่อกิโลกรัมอาหาร และเสริมยีสต์แดง 1.0 กรัมต่อกิโลกรัมอาหาร) แต่ละกลุ่มทดลองใช้ไก่ 6 ซ้ำ (คอก) ทดลองเป็นระยะเวลา 35 วัน พบว่าอัตราการเจริญเติบโตของกลุ่มที่ได้รับยีสต์แดง 1.0 กรัม/กิโลกรัมอาหารมีค่ามากที่สุด (P<0.05) ส่วนกลุ่มที่ได้รับอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรามีอัตราการตายสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับสารดูดซับพิษจากเชื้อราอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ (P<0.01) ทั้งนี้ไม่พบปฏิกิริยาร่วมระหว่างระดับสารพิษจากเชื้อราในอาหารและระดับสารดูดซับพิษจากเชื้อราต่อน้ำหนักตัวสุดท้าย ปริมาณอาหารที่กินได้เฉลี่ยต่อวัน และอัตราแลกน้ำหนัก (P>0.05) ที่อายุ 42 วัน ไก่ถูกสุ่มจำนวน 12 ตัวต่อกลุ่มการทดลองและถูกฆ่า เพื่อศึกษาตัวอย่างเลือด จำนวนเชื้อจุลิยทรีย์ในไส้ตัน ลักษณะซาก และอวัยวะภายใน พบว่าไม่มีปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่างทั้ง 2 ปัจจัย ต่อปริมาณ เอนไซม์อะลานิน อะมิโนทรานส์เฟอเรส (ALT) อัลบูมิน ครีเอตินีน โปรตีนทั้งหมด (TP) ไนโตรเจนยูเรียในเลือด (BUN) โกลบูลิน และ เอนไซม์ซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส (SOD) ในเลือด (P>0.05) โดยปริมาณ อัลคาไลน์ฟอสฟาเตส (ALP) ของไก่เนื้อที่ได้รับอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรามีค่าต่ำที่สุดอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ (P<0.01) จากการศึกษารูปแบบไขมันในเลือดพบปฏิกิริยาร่วมระหว่างอาหารปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา ? สารดูดซับพิษจากเชื้อรา ต่อค่า cholesterol, triglyceride, HDL, และ VLDL (P<0.01) โดยไก่ที่รับอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา 100% มีปริมาณ cholesterol, triglyceride, และ VLDL ในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ (P<0.01) อีกทั้งยังพบปริมาณเชื้อจุนทรีย์ Lactobacillus sp. และ Bifidobacterium sp. ต่ำกว่ากลุ่มที่เสริมยีสต์แดง และสารดูดซับสารพิษจากเชื้อราเชิงการค้า อย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ (P<0.01) นอกจากนี้ยังพบปริมาณเชื้อ E. coli สูงในกลุ่มที่ได้รับอาหารปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา และลดลงในกลุ่มที่ได้รับสารดูดซับพิษจากเชื้อรา จากการศึกษาคุณลักษณะซากและคุณภาพเนื้อ พบว่า กลุ่มที่ได้รับอาหารปนเปื้อนสารพิษ 100% มีค่าเปอร์เซ็นต์น้ำหนักอวัยวะภายในมากที่สุดอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ (P<0.01) ในขณะที่ไม่พบปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่างสารพิษจากเชื้อรา และสารดูดซับพิษจากเชื้อรา ต่อน้ำหนักตัวก่อนฆ่า น้ำหนักตัวหลังถอนขน น้ำหนักซาก เปอร์เซ็นต์ซาก ปีก ขา อก และน่องไก่ (P>0.05) อย่างไรก็ตาม เนื้ออกของกลุ่มที่ได้รับอาหารปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา 50% ร่วมกับยีสต์แดง 0.5 กรัม/กิโลกรัมอาหาร และกลุ่มควบคุม มีค่าการสูญเสียน้ำจากการเก็บรักษาด้วยการแช่เย็นต่ำที่สุดอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ (P<0.01) และไม่พบปฏิกิริยาร่วมต่อค่า ค่าความเหลือง (*b) ค่าความแดง (*a) ค่าความสว่าง (*L) และ และความเป็นกรด-ด่าง ของเนื้อหลังฆ่า (P>0.05) จากการประเมินพยาธิสภาพของขนบริเวณปีกและหาง (feather growth score) ความซีดของตับ (liver paleness score) และลักษณะเนื้อเยื่อผิดปกติรอบดวงตา (eye necrosis) ไม่พบปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่างอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อราและสารดูดซับพิษจากเชื้อรา (P>0.05) เมื่อพิจารณาปัจจัยหลักในอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา (50% and 100%) พบว่าทำให้การเจริญของขนบริเวณปีกและหางลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้กลุ่มที่ได้รับอาหารปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา 100% ยังมีค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ของ ตับ ม้าม และตับอ่อนสูงที่สุดอีกด้วย (P<0.05) อีกทั้งตัวอย่างเนื้อของกลุ่มนี้ยังมีปริมาณสารพิษ AFB1, ZEN, OCA, T-2, และ DON สูงที่สุดที่ระดับ 37.99, 34.02, 38.42, 64.25, และ 31.74 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ตามลำดับ ในขณะที่กลุ่มที่ได้รับอาหารปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อราร่วมกับการเสริมสารดูดซับสารพิษจากเชื้อราเชิงการค้าและยีสต์แดงทั้งสองระดับไม่พบการตกค้างของสารพิษจากเชื้อราทุกชนิด การประเมินการเปลี่ยนแปลงทางสัณฐานวิทยาของลำไส้เล็กส่วนต้น พบว่าในกลุ่มที่ได้รับสารพิษจากเชื้อรา ร่วมกับสารดูดซับพิษจากเชื้อรา พบพื้นที่ผิวในการดูดซึมบนวิลไลมากที่สุดในกลุ่มที่ได้รับอาหารปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา 50% ร่วมการเสริมสารดูดซับสารพิษจากเชื้อราเชิงการค้า 0.5 กรัมต่อกิโลกรัมอาหาร, ยีสต์แดง 0.5 กรัมต่อกิโลกรัมอาหาร และยีสต์แดง 1.0 กรัมต่อกิโลกรัมอาหาร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) แต่ในทางกลับกันไม่พบปฏิกิริยาร่วมระหว่างกลุ่มการทดลองต่อพื้นที่ผิวบนวิลไลของลำไส้เล็กส่วนกลางและส่วนปลาย (P>0.05) นอกจากนั้นบริเวณลำไส้เล็กส่วนกลาง พบว่าการได้รับอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อราเพียงอย่างเดียวลดความสูงของวิลไล และสัดส่วนของวิลไลต่อความลึกของเซลล์คริปท์ลง อย่างมีนัยสำคัญยิ่งยวดทางสถิติ (P<0.001) ทั้งนี้การเสริมยีสต์แดงที่ระดับ 1.0 กรัมต่อกิโลกรัมอาหาร สามารถลดความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพได้เล็กน้อย ถึงปานกลาง แต่สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการเจริญเติบโต และสัณฐานวิทยาในลำไส้เล็กของไก่เนื้อได้ ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่าการเสริมยีสต์แดงที่ระดับ 1.0 กรัมต่อกิโลกรัมอาหาร เหมาะสมสำหรับการลดสารพิษจากเชื้อรา