Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2563

การผลิตสารเสริมสุขภาพสัตว์จากยีสต์แดง (Sporidiobolus pararoseus) ในระดับอุตสาหกรรมเพื่อการผลิตสัตว์ที่ยั่งยืน

วรรณพร ทะพิงค์แก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) พ.ศ. 2563

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

ยีสต์แดง (Sporidiobolus pararoseus) เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวในไฟลัม Basidiomycota สามารถเจริญเติบโตขึ้นจากกลีเซอรอลดิบในเครื่องหมักแบบอากาศยก ประกอบไปด้วย ?-glucan, manno-oligosaccharides และ carotenoids เป็นองค์ประกอบ แต่อย่างไรก็ตามการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพและการศึกษาความเป็นพิษของยีสต์แดงในสัตว์ทดลองยังมีจำกัด ดังนั้นงานวิจัยนี้ทำการศึกษาความปลอดภัยของยีสต์แดงโดยทดสอบความเป็นพิษเรื้อรัง (Chronic toxicity test) ในหนูทดลองตามมาตรฐาน OECD guideline No.452 ทำการศึกษาผลของยีสต์แดงต่อระบบต้านอนุมูลอิสระและการเกิดมะเร็งตับและลำไส้ใหญ่ในหนูทดลอง ผลการตรวจสอบคุณค่าทางโภชนาการของผงยีสต์แดง และทำการศึกษาประสิทธิภาพการใช้ยีสต์แดงเป็นสารเสริมสุขภาพสัตว์ในอาหารไก่ไข่ พบว่า ผงยีสต์แดงแห้ง 100 กรัมให้พลังงาน 407.95 กิโลแคลอรี มีองค์ประกอบหลักเป็นคาร์โบไฮเดรต (66.93 กรัม) มีไขมัน 13.37 กรัม โปรตีน 6.87 กรัม ความชื้น 4.41 กรัม และ เถ้า 8.42 กรัม ผลการตรวจวิเคราะห์ทางเคมี พบ lycopene (2.73 ? 0.00 มิลลิกรัม/100 กรัม) และ ?-glucan (20.33 ? 0.67 กรัม/100 กรัม) และจากการศึกษาความเป็นพิษเรื้อรังในหนูเพศผู้และเพศเมีย โดยทำการป้อนสารทดสอบเป็นระยะเวลา 180 วัน ความเข้มข้น 200, 600 และ 2000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว พบว่ายีสต์แดงที่ความเข้มข้นดังกล่าว ไม่มีผลต่อน้ำหนักตัว ปริมาณน้ำและอาหาร น้ำหนักอวัยวะสัมพัทธ์ ค่าโลหิตวิทยา ค่าชีวเคมีในเลือด รวมถึงไม่มีผลเหนี่ยวนำให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งตับ ถึงแม้ว่าการให้ยีสต์แดงที่ความเข้มข้นดังกล่าวจะสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดพยาธิสภาพที่ผิดปกติในหลายๆ อวัยวะ แต่อย่างไรก็ตามการเกิดพยาธิสภาพดังกล่าวก็สามารถพบได้ในกลุ่มควบคุม นอกจากนี้การให้ยีสต์แดงที่ความเข้มข้นดังกล่าวไม่เหนี่ยวนำให้เกิดภาวะ oxidative stress และยังพบว่าที่ความเข้มข้น 200 และ 2000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในหนูอีกด้วย แสดงให้เห็นว่ายีสต์แดงมีความปลอดภัยในหนูเพศผู้และเพศเมีย โดยมีค่า NOAEL คือ 2000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว เมื่อประเมินประสิทธิภาพของยีสต์แดง (Sporid. pararoseus) ในการดูดซับสารพิษจากเชื้อราในอาหารไก่ไข่ โดยใช้ไก่ไข่จำนวน 864 ตัว อายุ 23 สัปดาห์ แบ่งออกเป็น 6 ซ้ำ กำหนด 4 กรงต่อซ้ำ และ ใช้ไก่ไข่จำนวน 3 ตัวต่อกรง จัดกลุ่มทดลองแบบ 3x4 แฟคทอเรียล ในแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ ประกอบด้วยระดับสารพิษจากเชื้อราในอาหาร 3 ระดับ (0%, 50% และ 100%) และระดับของสารดูดซับพิษจากเชื้อรา 4 ระดับ (ไม่เสริม, เสริมสารดูดซับพิษจากเชื้อราเชิงการค้า 0.5 กรัมต่อกิโลกรัมอาหาร, เสริมยีสต์แดง 0.5 กรัมต่อกิโลกรัมอาหาร และเสริมยีสต์แดง 1.0 กรัมต่อกิโลกรัมอาหาร) ทดลองเป็นระยะเวลา 9 สัปดาห์ (63 วัน) ระดับสารพิษจากเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหารคือ 100 ไมโครกรัม/กิโลกรัมของอะฟลาทอกซิน บีหนึ่ง (AFB1) ซีราลีโนน (ZEN) ออคราทอกซิน เอ (OCA) ทีทูทอกซิน (T-2) และออกซี่นิวาลีนอล (DON) จากผลการศึกษาพบว่าปริมาณ alanine aminotransferase (ALT), cholesterol, triglyceride, และ very low density lipoprotein (VLDL) ในเลือดของไก่ไข่สูงในกลุ่มที่ได้รับอาหารปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา ในทางกลับกันมีปริมาณลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P0.05) อย่างไรก็ตามการเสริมยีสต์แดงมีแนวโน้มที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าในไก่กลุ่ม RY 4.0 ความสูงของวิลไลสูงขึ้นมากที่สุดในลำไส้ส่วนต้น ลำไส้ส่วนกลาง และลำไส้ส่วนปลาย (P<0.05) อย่างไรก็ตามพบว่าในกลุ่มที่ได้รับการเสริมยีสต์แดงที่ระดับ 2.0 และ 4.0 กรัม/กิโลกรัม ช่วยปรับปรุงอัตราส่วนความสูงวิลไลต่อความลึกคริปท์ในลำไส้ส่วนต้น และลำไส้ส่วนปลาย (P<0.001) นอกจากนี้การเสริมยีสต์แดงยังทำให้จำนวนการเจริญเติบโตของเซลล์บริเวณวิลไลและคริปท์เพิ่มขึ้นอีกด้วย (P<0.05) ดังนั้นการเสริมยีสต์แดงที่ระดับ 2.0-4.0 กรัม/กิโลกรัม จึงเหมาะสมสำหรับการใช้ทดแทนยาปฏิชีวนะในอาหารไก่ไข่ เพื่อช่วยปรับปรุงการตอบสนองระบบภูมิคุ้มกัน และสัณฐานวิทยาสำไส้เล็กของไก่ไข่ ทำให้สัตว์มีสุขภาพที่ดี และเป็นแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตให้ดีขึ้นอีกด้วย นอกจากนั้นการเสริมยีสต์แดงเพื่อเป็นสารดูดซับสารพิษในอาหารไก่ไข่และไก่เนื้อต่อการแสดงออกของยีนในระดับ mRNA ของเซลล์ตับ (transcriptomics) เมื่อได้รับอาหารที่มีการปนเปื้อนเชื้อราและการเสริมยีสต์แดงเพื่อเป็นสารดูดซับสารพิษจากเชื้อราในอาหารที่ระดับต่าง ๆ วิเคราะห์การแสดงออกของยีนด้วยเทคโนโลยี Next generation sequencing (NGS) ในไก่เนื้อเก็บตัวอย่างอวัยวะหลังจากที่ได้รับอาหารทดลองเป็นระยะเวลา 35 วัน ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับอาหารเสริมยีสต์แดง 0.5 g/kg (RY0.5) กลุ่มที่ได้รับอาหารที่มีข้าวโพดปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา 50 ppb (MB50) กลุ่มที่ได้รับ MB50+RY0.5 และกลุ่มที่ได้รับ MB50+RY01.0 พบกลุ่มยีนที่มีการแสดงออกอย่างมีนัยสำคัญ 5 กลุ่มยีนตาม Gene Ontology (GO) ระหว่าง RY0.5 และ MB50 (Padj <0.01) เมื่อนำมาวิเคราะห์ differential expression analysis (DEG) พบว่าเป็นยีนที่เพิ่มการแสดงออก 2 ยีน (TOMM5 และ BORCS5) และยีนที่ถูกกดการแสดงออก 1 ยีน (LOC112533251) (Padj <0.01) นำยีนทั้ง 3 ตัวนี้มาศึกษาการแสดงออกในเนื้อส่วนอกและลำไส้เล็กส่วนต้น ของไก่เนื้อทั้ง 4 กลุ่มทดลองด้วยเทคนิค quantitative PCR พบว่า ไก่เนื้อที่ได้รับอาหาร MB50 ร่วมกับ RY0.5 มีการแสดงออกของยีน LOC112533251 ในเนื้ออกสูงกว่ากลุ่มอื่น ๆ (P<0.05) โดยยีนนี้เป็นยีนที่ค้นพบใหม่ (novel gene) ที่ยังไม่มีรายงานบทบาทหน้าที่ ส่วนเนื้อเยื่อของลำไส้เล็กส่วนต้นพบความแตกต่างของการแสดงออกของยีน BORCS5 และ LOC112533251 ระหว่างกลุ่มทดลองอย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) โดยยีน BORCS5 เป็นยีนที่มีหน้าที่ในการเจริญเติบโตของเซลล์ในทางเดินอาหาร การวิเคราะห์การแสดงออกของยีนในตับไก่ไข่ ที่ได้รับอาหารทดลองเป็นเวลา 63 วัน พบว่ามียีนที่แสดงออกสูงมากในการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม MB100 กับกลุ่มควบคุม (CON) 1,553 ยีน รองลงมา คือ ระหว่างกลุ่ม MB100 กับ RY1.0 1,141 ยีน และระหว่างกลุ่ม RY0.1+MB100 กับ CON 585 ยีน ตามลำดับ กลุ่มที่พบการแสดงออกของยีนน้อยที่สุด คือ การเปรียบเทียบกลุ่ม RY0.1 และ CON พบ 8 ยีน จากการวิเคราะห์ GO ระหว่างกลุ่มของยีนที่มีการแสดงออกเพิ่มขึ้นระหว่าง MB100 กับ CON และ RY0.1+MB100 กับ CON พบว่ากลุ่มของยีนที่มีการแสดงออกจะมีบทบาทเกี่ยวกับการสังเคราะห์ไขมัน ซึ่งอาจมีความเกี่ยวข้องกับการสร้างไขมันโคเรสเตอรอลในไข่หรือในตัวไก่ ส่วนกลุ่ม MB100 เปรียบเทียบกับ RY1.0 พบกลุ่มยีนที่มีหน้าที่เกี่ยวกับกระบวนการ transcription, differentiation และ morphogenesis ในส่วนยีนที่มีการลดการแสดงออกระหว่างกลุ่ม MB100 และ CON และระหว่าง MB100+RY1.0 กับ CON พบว่า ยีนที่ลดการแสดงออกส่วนใหญ่เป็นกลุ่มยีนที่เกี่ยวกับ drug metabolic process, small molecule biosynthetic process, cofactor binding โดยพบกลุ่มยีนที่เกี่ยวข้องกับ antibiotic metabolic process ในการเปรียบเทียบ MB100+RY1.0 กับ CON ด้วย ซึ่งจากการวิเคราะห์บทบาทหน้าที่ของยีนในเบื้องต้นนี้ สามารถนำไปใช้ในการศึกษาเพื่อใช้เป็นยีนเป้าหมาย (candidate gene) และการแสดงออกในอวัยวะอื่น ๆ เพื่ออธิบายบทบาทของการเสริมยีสต์แดงเพื่อใช้เป็นสารดูดซับสารพิษจากเชื้อราได้ต่อไป

คำสำคัญ

Red yeastยีสต์แดงfunctional ingredientsสารออกฤทธิ์เชิงหน้าที่functional feed additivesอาหารส่งเสริมสุขภาพสัตว์

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การผลิตสารดูดซับสารพิษจากเชื้อราโดยใช้ยีสต์แดง (Sporidiobolus pararoseus) ในเชิงพาณิชย์

ทนงศักดิ์ ไชยาโส มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2562

ศักยภาพในการพัฒนาตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพ (functional foods) จากยีสต์แดง (Sporidiobolus pararoseus)

วรรณพร ทะพิงค์แก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2562

ความปลอดภัยและประสิทธิภาพต้านก่อการกลายจากอะฟลาทอกซินบีหนึ่งของยีสต์แดง (Sporidiobolus pararoseus) ในหนูทดลอง

รวิวรรณ วงศ์ภูมิชัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2562

การเสริมยีสต์แดง (Sporidiobolus pararoseus) เป็นสารดูดซับสารพิษจากเชื้อราในอาหารไก่ไข่

วรรณพร ทะพิงค์แก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2562

การเสริมยีสต์แดง (Sporidiobolus pararoseus) เป็นสารดูดซับสารพิษจากเชื้อราในอาหารไก่เนื้อ

ทศพล มูลมณี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2562

เทคนิคการขยายพันธุ์ชาฤๅษีดอยตุง Paraboea doitungensis ในสภาพปลอดเชื้อเพื่อการอนุรักษ์

พัชร ปิริยะวินิตร กรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2561

ประสิทธิภาพของชีวภัณฑ์ในการควบคุม ด้วงหมัดผัก (Phyllotreta sinuate) และ หนอนกระทู้ผัก (Spodoptera litura) ในระบบการผลิตคะน้า

ดุสิต อธินุวัฒน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2558

ศักยภาพในการเป็นสารกำจัดวัชพืชชีวภาพของไมยราบยักษ์ (Mimosa pigra L.)

อินทิรา ขูดแก้ว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2558

Pembangunan Biopenderia Enzim berasaskan Kolinasterase untuk Mengesan Kehadiran Bahan Cemar Seperti Racun Serangga dan Logam Berat

พ.ศ. 2563

อะซีโทจีนินจากพืชวงศ์น้อยหน่าและฤทธิ์ทางชีวภาพ

มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2557