Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2562

ศักยภาพในการพัฒนาตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพ (functional foods) จากยีสต์แดง (Sporidiobolus pararoseus)

วรรณพร ทะพิงค์แก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2562

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

ยีสต์แดง (Sporidiobolus pararoseus) มีแนวโน้มว่ามีศักยภาพสูงในการนำมาใช้เป็นอาหารเสริมสุขภาพสัตว์ เนื่องจากคุณสมบัติของยีสต์ในการดูดซับสารพิษ ต้านอนุมูลอิสระ และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์ จากการขยายการผลิตในระดับอุตสาหกรรม โดยใช้ถังปฏิกรณ์ชีวภาพแบบใบกวนขนาด 300 ลิตร พบว่า S. pararoseus สามารถผลิตมวลเซลล์ ลิพิด และแคโรทีนอยด์ทั้งหมดได้ 28.70, 8.67 และ 96.10 กรัม น้ำหนักแห้ง (Air dry weight) ต่อลิตร ซึ่งเพิ่มขึ้น 1.4, 1.3 และ 0.6 เท่า ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบว่าแป้งข้าวโพดเป็นสื่อตัวกลางที่เหมาะสมสำหรับการทำแห้งที่อุณหภูมิ 40 ๐ซ โดยมีประสิทธิภาพในการป้องกันเซลล์ยีสต์สูงที่สุด คิดเป็นปริมาณแคโรทีนอยด์ที่ถูกกักเก็บไว้เท่ากับ 0.57 ? 0.02 มิลลิกรัมต่อกรัม จากการเก็บรักษายีสต์แดงผงแห้งที่ได้ในบรรจุภัณฑ์ทึบแสงที่อุณหภูมิ 4 ๐ซ เป็นระยะเวลา 180 วัน พบว่ามีปริมาณแคโรทีนอยด์คงเหลือมากกว่าร้อยละ 80 และมีค่าครึ่งชีวิตที่อุณหภูมิ 37 และ 45 ๐ซ เท่ากับ 100 และ 60 วัน ตามลำดับ จากการศึกษาความสามารถในการดูดซับสารพิษจากเชื้อราของยีสต์แดงในหลอดทดลองต่ออะฟลาทอกซิน บีหนึ่ง (AFB1) ความเข้มข้น 0.31-2.50 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ซีราลีโนน (ZEN) ความเข้มข้น 0.31-2.50 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ออคราทอกซิน เอ (OCA) ความเข้มข้น 0.01-0.10 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ทีทูทอกซิน (T-2) ความเข้มข้น 1.25-10 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และ ดีออกซี่นิวาลีนอล (DON) ความเข้มข้น 0.63-5.00 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร โดยใช้เทคนิค enzyme-linked immunosorbent assay ผลการศึกษาพบว่า ผนังเซลล์ยีสต์ (YCW) ผนังเซลล์ยีสต์แดง (RYCW) และสารดูดซับสารพิษจากเชื้อราเชิงการค้า (CMB) สามารถดูดซับอะฟลาทอกซิน บีหนึ่ง ความเข้มข้น 2.50 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ได้ร้อยละ 12.27, 11.30 และ 85.13 ตามลำดับ อย่างไรก็ตามที่ความเข้มข้นต่ำสุด 0.3125 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ได้ร้อยละ 51.33, 76.30 และ 94.53 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบว่าสารดูดซับสารพิษจากเชื้อราทั้ง 3 ชนิดข้างต้นสามารถดูดซับซีราลีโนนที่ความเข้มข้น 2.50 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ได้ร้อยละ 98.70, 86.67 และร้อยละ 100.00 ตามลำดับ ส่วนที่ความเข้มข้นต่ำสุด 0.3125 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ได้ร้อยละ 95.26, 99.50 และ 99.26 ตามลำดับ และดูดซับออคราทอกซิน เอ ที่ความเข้มข้น 0.1 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ได้เท่ากับร้อยละ 24.93, 22.66 และ 24.56 ตามลำดับ และที่ความเข้มข้นต่ำสุด 0.0125 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ได้ร้อยละ 29.00, 61.03 และ 54.80 ตามลำดับ ในขณะที่การดูดซับทีทูทอกซิน ความเข้มข้น 10 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร มีค่าการดูดซับร้อยละ 8.40, 8.33 และ 4.43 ตามลำดับ และที่ความเข้มข้นต่ำสุด 1.25 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ได้ร้อยละ 12.86, 33.03 และ 10.50 ตามลำดับ อีกทั้งการดูดซับดีออกซี่นิวาลีนอล ความเข้มข้น 5 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร โดยสารดูดซับสารพิษจากเชื้อราทั้ง 3 ชนิด มีค่าการดูดซับร้อยละ 9.70, 6.73 และ 10.10 ตามลำดับ และที่ความเข้มข้นต่ำสุด 0.625 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ได้ร้อยละ 18.20, 17.73 และ 19.23 ตามลำดับ โดยสรุปความสามารถในการดูดซับขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของสารดูดซับและระดับสารพิษจากเชื้อราเป็นหลัก ผลการศึกษาครั้งนี้มีประโยชน์ในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการดูดซับของผลิตภัณฑ์ยีสต์และทำความเข้าใจกับกลไกที่เกี่ยวข้องกับการดูดซับสารพิษจากเชื้อรา การศึกษาฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์และฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ของผงยีสต์แดงและสารสกัดยีสต์แดงชนิดต่าง ๆ ด้วยวิธี Salmonella mutation assay พบว่า ผงยีสต์แดง สารสกัดยีสต์แดงชนิดต่าง ๆ ได้แก่ สารสกัดส่วนเฮกเซน สารสกัดส่วนอะซิโตน และสารสกัดส่วนน้ำร้อน และกากของยีสต์แดงนั้นไม่มีฤทธิ์ก่อการกลายพันธุ์ในแบคทีเรียซัลโมเนลลา ธัยฟิมิวเรียม (Samonella typhimurim) ทั้งสายพันธุ์ TA 98 และ TA100 ทั้งในสภาวะที่มีและไม่มีเอมไซน์กระตุ้น นอกจากนี้จากการศึกษาฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ของผงยีสต์แดง และสารสกัดยีสต์แดงชนิดต่าง ๆ ในแบคทีเรียซัลโมเนลลา ธัยฟิมิวเรียม ทั้ง 2 สายพันธุ์ซึ่งถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการกลายพันธุ์ด้วยสารอะฟลาทอกซินบีหนึ่ง (AFB1) ในสภาวะที่มีเอมไซน์กระตุ้น พบว่า สารสกัดยีสต์ส่วนเฮกเซนมีฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ได้สูงสุด ดังนั้นจากการทดลองนี้จึงสามารถสรุปได้ว่า ผงยีสต์แดงและสารสกัดยีสต์แดงชนิดต่าง ๆ ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ และสารสกัดยีสต์แดงส่วนเฮกเซนมีฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์สูงสุดในสภาวะจำลอง การศึกษาความเป็นพิษแบบเฉียบพลันของผงยีสต์แดงในสัตว์ทดลอง พบว่าผงยีสต์แดงไม่มีความเป็นพิษแบบเฉียบพลันในหนูแรทเพศเมีย และจากการศึกษาความเป็นพิษกึ่งเรื้อรังของผงยีสต์แดง พบว่าผงยีสต์แดงไม่มีความเป็นพิษทั้งในหนูแรทเพศผู้และเพศเมีย แม้ว่าจะมีการตรวจพบพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นในหนูเพศผู้หรือเพศเมียที่ได้รับยีสต์แดงในบางอวัยวะ เช่น ตับ ปอด และท่อเก็บตัวอสุจิ (epididymis) แต่ก็พบประมาณ 20-40% ของหนูทั้งหมดเท่านั้น ดังนั้นจากผลการทดสอบความปลอดภัยของผงยีสต์แดงทั้งแบบเฉียบพลันและกึ่งเรื้อรังจึงสามารถสรุปได้ว่า ผงยีสต์แดงมีความปลอดภัยในสัตว์ทดลอง ในส่วนของการศึกษาฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ของผงยีสต์แดงและสารสกัดยีสต์แดงชนิดต่าง ๆ ในโมเดลหนูทดลองด้วยวิธีไมโครนิวเคลียส พบว่า ผงยีสต์แดง สารสกัดยีสต์แดงส่วนเฮกเซน สารสกัดยีสต์แดงส่วนน้ำร้อน และกากของยีสต์แดงไม่ได้เหนี่ยวนำการเกิดไมโครนิวเคลียสในตับหนูทดลอง นอกจากนี้ยังพบว่า ผงยีสต์แดง และสารสกัดของยีสต์ส่วนเฮกเซนสามารถลดจำนวนไมโครนิวเคลียสที่ถูกเหนี่ยวนำโดยอะฟลาทอกซินบีหนึ่ง (AFB1) ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) และเมื่อศึกษาถึงกลไกการยับยั้งการเกิดการกลายพันธุ์ของผงยีสต์แดงและสารสกัดของยีสต์แดงส่วนต่าง ๆ พบว่า สารสกัดส่วนเฮกเซนช่วยลดการทำงานของเอนไซม์ CYP1A2 และเพิ่มการทำงานของ GST ในหนูที่ได้รับอะฟลาทอกซินบีหนึ่งได้ จากงานวิจัยนี้สามารถสรุปผลได้ว่า ผงยีสต์แดงมีความปลอดภัยในหนูแรททั้งเพศผู้และเพศเมีย ทั้งยังพบว่า สารสกัดยีสต์แดงส่วนเฮกเซนนอกจากจะมีฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์สูงที่สุดในแบคทีเรียซัลโมเนลลา ธัยฟิมิวเรียมทั้ง 2 สายพันธุ์แล้วยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันการกลายพันธุ์ที่ถูกเหนี่ยวนำโดยสารก่อมะเร็งตับในหนูทดลองได้อีกด้วย ซึ่งกลไกการป้องกันการกลายพันธุ์ของสารสกัดยีสต์แดงส่วนเฮกเซนในหนูทดลองนั้นน่าจะเกิดจากการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์กำจัดสารแปลกปลอมในระยะที่ 1 และเพิ่มการทำงานของเอนไซม์กำจัดสารแปลกปลอมในระยะที่ 2 ซึ่งคาดว่าสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเกิดการกลายพันธุ์ในแบคทีเรียและสัตว์ทดลองน่าจะเป็นสารในกลุ่มอนุพันธุ์ของแคโรทีนอยด์ที่พบในสารสกัดยีสต์แดงส่วนเฮกเซนนั้นเอง จากการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีโดยประมาณ ยีสต์แดงประกอบด้วยโปรตีนโดยรวม 8.30% ไขมันโดยรวม 1.57% คาร์โบไฮเดรต 77.68% และพลังงานรวม (GE) 3,556 แคลอรีต่อกรัม จากการวิเคราะห์ด้วยเทคนิค Enzymatic determinations พบว่ายีสต์แดงผงประกอบด้วยเบต้า-กลูแคน 15% และผนังเซลล์ของยีสต์แดงประกอบด้วยเบต้า-กลูแคน 10.90% เมื่อศึกษาความสามารถในการดูดซับพิษจากเชื้อราของยีสต์แดงด้วยเทคนิคปฏิกิริยาไม่แข่งขันโดยใช้เอนไซม์อิมมูโนแอสเสย์ พบว่า ยีสต์แดงมีประสิทธิภาพในการดูดซับสารพิษจากเชื้อรา 3 ชนิด เทียบเท่ากับสารดูดซับพิษจากเชื้อราทางการค้า ได้แก่ อะฟลาทอกซิน บี1 (93 เทียบกับ 93%) ซีราลีโนน (99 เทียบกับ 99%) และ ทีทูทอกซิน (93 เทียบกับ 94%) และยังมีประสิทธิภาพในการดูดซับออคราทอกซิน เอ (99 เทียบกับ 84%) และดีออกซี่นิวาลีนอล (93 เทียบกับ 76%) มากกว่าสารดูดซับสารพิษจากเชื้อราทางการค้า ศึกษาประสิทธิภาพของยีสต์แดงในการเป็นสารดูดซับพิษจากเชื้อราในอาหารไก่ไข่ โดยใช้ไก่ไข่อายุ 23 สัปดาห์ จำนวน 864 ตัว (แบ่งเป็น 288 กรง กรงละ 3 ตัว) จัดกลุ่ม ทดลองแบบ 3 x 4 แฟคทอเรียล ในแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ ประกอบด้วยสารพิษจากเชื้อราที่ความเข้มข้น 2.5 ?g/ml ในอาหาร 3 ระดับ (0%, 50% และ 100%) และสารดูดซับพิษจากเชื้อรา 4 ระดับ (ไม่เสริม, เสริมสารดูดซับสารพิษจากเชื้อราเชิงการค้า 0.5 กรัมต่อกิโลกรัมอาหาร, เสริมยีสต์แดง 0.5 กรัมต่อกิโลกรัมอาหาร และเสริมยีสต์แดง 1.0 กรัมต่อกิโลกรัมอาหาร) แต่ละกลุ่มทดลองใช้ไก่ 6 ซ้ำ ซ้ำละ 4 กรง ทดลองเป็นเวลา 63 วัน พบว่าระดับการปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อราและระดับของสารดูดซับพิษจากเชื้อรามีปฏิสัมพันธ์ร่วมต่อประสิทธิภาพการผลิตไข่ มวลไข่ ปริมาณอาหารที่กินเฉลี่ยต่อวัน และอัตราแลกไข่อย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ (P<0.01) ไก่กลุ่มที่ได้รับอาหารปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา 50% และ 100% มีประสิทธิภาพการผลิตไข่ มวลไข่ และอัตราแลกไข่ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ในขณะที่ไก่กลุ่มที่ได้รับยีสต์แดง 0.5 และ 1.0 กรัมต่อกิโลกรัมอาหาร มีประสิทธิภาพการผลิตไข่ มวลไข่ ปริมาณอาหารที่กินเฉลี่ยต่อวัน และอัตราแลกไข่ ที่ดีกว่ากลุ่มอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ (P<0.01) ไก่กลุ่มที่เสริมยีสต์แดง 0.5 และ 1.0 กรัมต่อกิโลกรัมอาหาร ในอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา 100% มีประสิทธิภาพการผลิตไข่สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับการเสริมสารดูดซับสารพิษจากเชื้อราอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ (P<0.01) แต่ไม่พบปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่างอาหารที่ปนเปื้อนพิษจากเชื้อรากับสารดูดซับสารพิษจากเชื้อราต่ออัตราการตาย คุณภาพไข่ภายใน และคุณภาพไข่ภายนอกของไก่ไข่ (P>0.05) จากการศึกษาทั้งหมดพบว่า การเสริมยีสต์แดงในอาหารไก่ไข่ที่ระดับ 1.0 กรัมต่อกิโลกรัมอาหาร สามารถลดความเสียหายที่เกิดจากการปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อราในอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ สารพิษจากเชื้อราเป็นสารประกอบทุติยภูมิที่สร้างจากเชื้อราซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพมนุษย์และสัตว์ ผนังเซลล์ของยีสต์แดงประกอบด้วยสารเบต้า-กลูแคน และแมนโนโอลิโกแซคคาไรด์เป็นหลัก ซึ่งอาจจะช่วยดูดซับสารพิษจากเชื้อราในระบบทางเดินอาหารได้แล้ว และช่วยให้สัตว์มีสุขภาพดีขึ้น เนื่องจากมีคุณสมบัติในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์ ดังนั้นการศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของยีสต์แดง (Sporid. pararoseus) ในการดูดซับสารพิษจากเชื้อราในอาหารไก่เนื้อ ต่อสมรรถภาพการเจริญเติบโต คุณภาพซาก คุณภาพเนื้อ ค่าเคมีในเลือด ปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ในไส้ตัน พยาธิสภาพ และสัณฐานวิทยาของอวัยวะภายใน โดยใช้ไก่เนื้อเพศผู้อายุ 1 สัปดาห์ จำนวน 1,440 ตัว (จำนวน 72 คอก คอกละ 20 ตัว) จัดกลุ่มทดลองแบบ 3x4 แฟคทอเรียล ในแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ ประกอบด้วยระดับสารพิษจากเชื้อราในอาหาร 3 ระดับ (0%, 50% และ 100%) และระดับของสารดูดซับพิษจากเชื้อรา 4 ระดับ (ไม่เสริม, เสริมสารดูดซับพิษจากเชื้อราเชิงการค้า 0.5 กรัมต่อกิโลกรัมอาหาร, เสริมยีสต์แดง 0.5 กรัมต่อกิโลกรัมอาหาร และเสริมยีสต์แดง 1.0 กรัมต่อกิโลกรัมอาหาร) ที่อายุ 42 วัน ไก่ถูกสุ่มจำนวน 12 ตัวต่อกลุ่มการทดลองและถูกฆ่า เพื่อศึกษาตัวอย่างเลือด จำนวนเชื้อจุลิยทรีย์ในไส้ตัน ลักษณะซาก และอวัยวะภายใน พบว่าไม่มีปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่างทั้ง 2 ปัจจัย ต่อปริมาณ เอนไซม์อะลานิน อะมิโนทรานส์เฟอเรส (ALT) อัลบูมิน ครีเอตินีน โปรตีนทั้งหมด (TP) ไนโตรเจนยูเรียในเลือด (BUN) โกลบูลิน และ เอนไซม์ซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส (SOD) ในเลือด (P>0.05) โดยปริมาณ อัลคาไลน์ฟอสฟาเตส (ALP) ของไก่เนื้อที่ได้รับอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรามีค่าต่ำที่สุดอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ (P<0.01) จากการศึกษารูปแบบไขมันในเลือดพบปฏิกิริยาร่วมระหว่างอาหารปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา ? สารดูดซับพิษจากเชื้อรา ต่อค่า cholesterol, triglyceride, HDL, และ VLDL (P<0.01) โดยไก่ที่รับอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา 100% มีปริมาณ cholesterol, triglyceride, และ VLDL ในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ (P<0.01) อีกทั้งยังพบปริมาณเชื้อจุนทรีย์ Lactobacillus sp. และ Bifidobacterium sp. ต่ำกว่ากลุ่มที่เสริมยีสต์แดง และสารดูดซับสารพิษจากเชื้อราเชิงการค้า อย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ (P<0.01) นอกจากนี้ยังพบปริมาณเชื้อ E. coli สูงในกลุ่มที่ได้รับอาหารปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา และลดลงในกลุ่มที่ได้รับสารดูดซับพิษจากเชื้อรา จากการศึกษาคุณลักษณะซากและคุณภาพเนื้อ พบว่า กลุ่มที่ได้รับอาหารปนเปื้อนสารพิษ 100% มีค่าเปอร์เซ็นต์น้ำหนักอวัยวะภายในมากที่สุดอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ (P<0.01) ในขณะที่ไม่พบปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่างสารพิษจากเชื้อรา และสารดูดซับพิษจากเชื้อรา ต่อน้ำหนักตัวก่อนฆ่า น้ำหนักตัวหลังถอนขน น้ำหนักซาก เปอร์เซ็นต์ซาก ปีก ขา อก และน่องไก่ (P>0.05) อย่างไรก็ตาม เนื้ออกของกลุ่มที่ได้รับอาหารปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา 50% ร่วมกับยีสต์แดง 0.5 กรัม/กิโลกรัมอาหาร และกลุ่มควบคุม มีค่าการสูญเสียน้ำจากการเก็บรักษาด้วยการแช่เย็นต่ำที่สุดอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ (P<0.01) และไม่พบปฏิกิริยาร่วมต่อค่า ค่าความเหลือง (*b) ค่าความแดง (*a) ค่าความสว่าง (*L) และ และความเป็นกรด-ด่าง ของเนื้อหลังฆ่า (P>0.05) จากการประเมินพยาธิสภาพของขนบริเวณปีกและหาง (feather growth score) ความซีดของตับ (liver paleness score) และลักษณะเนื้อเยื่อผิดปกติรอบดวงตา (eye necrosis) ไม่พบปฏิสัมพันธ์ร่วมระหว่างอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อราและสารดูดซับพิษจากเชื้อรา (P>0.05) เมื่อพิจารณาปัจจัยหลักในอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา (50% and 100%) พบว่าทำให้การเจริญของขนบริเวณปีกและหางลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้กลุ่มที่ได้รับอาหารปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา 100% ยังมีค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ของ ตับ ม้าม และตับอ่อนสูงที่สุดอีกด้วย (P<0.05) อีกทั้งตัวอย่างเนื้อของกลุ่มนี้ยังมีปริมาณสารพิษ AFB1, ZEN, OCA, T-2, และ DON สูงที่สุดที่ระดับ 37.99, 34.02, 38.42, 64.25, และ 31.74 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ตามลำดับ ในขณะที่กลุ่มที่ได้รับอาหารปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อราร่วมกับการเสริมสารดูดซับสารพิษจากเชื้อราเชิงการค้าและยีสต์แดงทั้งสองระดับไม่พบการตกค้างของสารพิษจากเชื้อราทุกชนิด การประเมินการเปลี่ยนแปลงทางสัณฐานวิทยาของลำไส้เล็กส่วนต้น พบว่าในกลุ่มที่ได้รับสารพิษจากเชื้อรา ร่วมกับสารดูดซับพิษจากเชื้อรา พบพื้นที่ผิวในการดูดซึมบนวิลไลมากที่สุดในกลุ่มที่ได้รับอาหารปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา 50% ร่วมการเสริมสารดูดซับสารพิษจากเชื้อราเชิงการค้า 0.5 กรัมต่อกิโลกรัมอาหาร, ยีสต์แดง 0.5 กรัมต่อกิโลกรัมอาหาร และยีสต์แดง 1.0 กรัมต่อกิโลกรัมอาหาร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) แต่ในทางกลับกันไม่พบปฏิกิริยาร่วมระหว่างกลุ่มการทดลองต่อพื้นที่ผิวบนวิลไลของลำไส้เล็กส่วนกลางและส่วนปลาย (P>0.05) นอกจากนั้นบริเวณลำไส้เล็กส่วนกลาง พบว่าการได้รับอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อราเพียงอย่างเดียวลดความสูงของวิลไล และสัดส่วนของวิลไลต่อความลึกของเซลล์คริปท์ลง อย่างมีนัยสำคัญยิ่งยวดทางสถิติ (P<0.001) ทั้งนี้การเสริมยีสต์แดงที่ระดับ 1.0 กรัมต่อกิโลกรัมอาหาร สามารถลดความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพได้เล็กน้อย ถึงปานกลาง แต่สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการเจริญเติบโต และสัณฐานวิทยาในลำไส้เล็กของไก่เนื้อได้ ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่าการเสริมยีสต์แดงที่ระดับ 1.0 กรัมต่อกิโลกรัมอาหาร เหมาะสมสำหรับการลดสารพิษจากเชื้อรา ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ปีกให้ความสำคัญกับความปลอดภัยด้านอาหารมากขึ้น โดยเฉพาะสารที่ปนเปื้อนมากับวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น สารพิษจากเชื้อรา และ ยาฆ่าแมลง เป็นต้น รวมถึงสารตกค้างที่มาจากขั้นตอนการเลี้ยงสัตว์ เช่น ยาปฏิชีวนะที่ใช้เพื่อเร่งการเจริญเติบโต (antibiotics as growth promoters; AGP) อันเป็นสาเหตุของปัญหาการดื้อยาปฏิชีวนะ (antimicrobial resistance; AMR) ในมนุษย์และสัตว์ได้ ยีสต์แดง (Sporid. pararoseus) มีผนังเซลล์ที่ประกอบไปด้วยสารเบต้า-กลูแคน และแมนโนโอลิโกแซคคาไรด์ รวมทั้งมีสารสีในกลุ่มแคโรทีนอยด์ จึงอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ใช้เสริมลงไปในอาหารเพื่อทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะได้ ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้ยีสต์แดงทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะในอาหารไก่ไข่ต่อประสิทธิภาพการผลิตไข่ คุณภาพไข่ สีและคอเลสเตอรอลในไข่แดง การตกค้างของยาปฏิชีวนะในไข่ไก่ ค่าโลหิตวิทยา คุณภาพซากและคุณภาพเนื้อ รวมทั้งปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ในไส้ตันของไก่ไข่ โดยทำการศึกษาในไก่ไข่อายุ 22 สัปดาห์ จำนวน 576 ตัว วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ แบ่งไก่ออกเป็น 6 กลุ่ม ดังนี้ อาหารพื้นฐาน (CON) อาหารพื้นฐานที่เสริมยาปฏิชีวนะ (antibiotics as growth promoters; AGP) และอาหารพื้นฐานที่เสริมยีสต์แดง 0.05% (0.5 ก./กก. อาหาร; RY 0.5), 0.10% (1.0 ก./กก. อาหาร; RY 1.0), 0.20% (2.0 ก./กก. อาหาร; RY 2.0) และ 0.40% (4.0 ก./กก. อาหาร: RY 4.0) ตามลำดับ ระยะเวลาทดลอง 38 สัปดาห์ ผลปรากฏ ไก่กลุ่ม RY 2.0 มีน้ำหนักตัวสุดท้ายเมื่ออายุ 60 สัปดาห์ สูงกว่ากลุ่มอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.001) แต่แตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไก่กลุ่ม AGP และ RY 4.0 การเสริมยีสต์แดงในอาหารทำให้ไก่มีดัชนีรูปร่างไข่เพิ่มขึ้น (P<0.05) นอกจากนี้ยังช่วยปรับปรุงค่าความสดของไข่ไก่ได้ (P<0.001) และทำให้ไข่แดงมีค่าความแดงเพิ่มขึ้น (P<0.05) อีกทั้งการเสริม RY ยังช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในไข่ไก่ได้อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.001) โดยการเสริมยีสต์แดงที่ระดับ 2.0 ก./กก และ 4.0 ก./กก. ช่วยเพิ่มกิจกรรมของเอนไซม์ Superoxide dismutase (SOD) ในเลือดของไก่ (P<0.01) และลดปริมาณไขมันในเลือดลง (P<0.001) นอกจากนี้การเสริมยีสต์แดงที่ระดับ RY 2.0 ก./กก. ยังช่วยปรับปรุงคุณภาพซากและคุณภาพเนื้อของไก่ไข่ ในแง่ของ drip loss และสีเหลืองของเนื้อได้อย่างมีนัยสำคัญด้วย (P<0.05) อีกทั้งยังช่วยปรับปรุงปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ในไส้ตัน คือเพิ่ม Lactic acid bacteria และ Bifidobacterium sp. แต่ลด Escherichia coli อย่างมีนัยสำคัญยิ่งยวด (P<0.001) โดยสรุป การเสริมยีสต์แดงในอาหารไก่ไข่ที่ระดับ 2.0 ก./กก. ช่วยปรับปรุงสมรรถภาพการผลิตไข่ คุณภาพไข่ สีและคอเลสเตอรอลในไข่แดง ค่าโลหิตวิทยา คุณภาพเนื้อของไก่ไข่ และปริมาณจุลินทรีย์ในไส้ตัน จึงเหมาะสำหรับการใช้เป็นสารทดแทนยาปฏิชีวนะในอาหารไก่ไข่ได้ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้ยีสต์แดง (Sporid. pararoseus) ทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะเป็นสารเร่งการเจริญเติบโตในอาหารไก่เนื้อต่อสมรรถภาพการผลิต เชื้อจุลชีพในไส้ตัน สัณฐานวิทยาของลำไส้เล็ก ค่าโลหิตวิทยา คุณภาพเนื้อ และการตกค้างของยาปฏิชีวนะในเนื้อไก่ โดยใช้ไก่เนื้อเพศผู้อายุ 1 วัน จำนวน 960 ตัว (8 คอก ต่อกลุ่มการทดลอง คอกละ 20 ตัว) วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ ให้ได้รับอาหารทดลอง 6 สูตร ได้แก่ 1) อาหารพื้นฐาน (Control; CON) 2) อาหารพื้นฐานที่เสริมยาปฏิชีวนะ (Antibiotic growth promoter; AGP) 3-6) อาหารพื้นฐานที่เสริมยีสต์แดง 0.05% (0.5 ก./กก. อาหาร; RY 0.5), 0.10% (1.0 ก./กก. อาหาร; RY 1.0), 0.20% (2.0 ก./กก. อาหาร; RY 2.0) และ 0.40% (4.0 ก./กก. อาหาร: RY 4.0) ตามลำดับ 0.5ตามลำดับ แต่ละกลุ่มทดลองใช้ไก่เนื้อ 16 คอก ทำการทดลอง 35 วัน ผลการทดลองพบว่า ไก่เนื้อ กลุ่มที่เสริมยาปฏิชีวนะเชิงการค้า กลุ่มที่ได้รับอาหารเสริมยีสต์แดงที่ระดับ 2.0 และ 4.0 ก./กก. ร่วมทั้งกลุ่มที่ได้รับ AGP มีอัตราการเจริญเติบโตมากกว่า (P<0.05) มีอัตราแลกน้ำหนักดีกว่า และมีอัตราการตายน้อยกว่า (P<0.05) เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับอาหารพื้นฐาน การเสริมยีสต์แดงที่ระดับ 1.0, 2.0 และ 4.0 ก./กก. สามารถเพิ่มน้ำหนักซากได้อย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ (P<0.01) นอกจากนี้พบว่ายีสต์แดงในระดับที่ 2.0 ก./กก. ทำให้ความสูงของวิลไลของลำไส้เล็กส่วนต้น ส่วนกลาง และส่วนปลายมากกว่า อีกทั้งยังมีปริมาณจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เช่น Bifidobacteium sp. เพิ่มขึ้น ในขณะที่จุลินทรีย์กลุ่มเป็นโทษ (E. coli) มีปริมาณลดลงในไส้ตัน เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม (P<0.05) ผลการทดลองสรุปได้ว่า การเสริมยีสต์แดงในอาหารไก่เนื้อที่ระดับ 2.0 ก./กก. ช่วยทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะเป็นสารเร่งการเจริญเติบโตในอาหารไก่เนื้อได้

คำสำคัญ

ไก่เนื้อBroilersไก่ไข่LayersRed yeastยีสต์แดงfunctional ingredientsสารออกฤทธิ์เชิงหน้าที่functional feed additivesอาหารส่งเสริมสุขภาพสัตว์

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การผลิตสารดูดซับสารพิษจากเชื้อราโดยใช้ยีสต์แดง (Sporidiobolus pararoseus) ในเชิงพาณิชย์

ทนงศักดิ์ ไชยาโส มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2562

การผลิตสารเสริมสุขภาพสัตว์จากยีสต์แดง (Sporidiobolus pararoseus) ในระดับอุตสาหกรรมเพื่อการผลิตสัตว์ที่ยั่งยืน

วรรณพร ทะพิงค์แก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) พ.ศ. 2563

การเสริมยีสต์แดง (Sporidiobolus pararoseus) เป็นสารดูดซับสารพิษจากเชื้อราในอาหารไก่เนื้อ

ทศพล มูลมณี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2562

การเสริมยีสต์แดง (Sporidiobolus pararoseus) เป็นสารดูดซับสารพิษจากเชื้อราในอาหารไก่ไข่

วรรณพร ทะพิงค์แก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2562

การใช้ยีสต์แดง (Sporidiobolus pararoseus) เพื่อทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะเป็นสารเร่งการเจริญเติบโตในอาหารไก่เนื้อ

มงคล ยะไชย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2562

ความปลอดภัยและประสิทธิภาพต้านก่อการกลายจากอะฟลาทอกซินบีหนึ่งของยีสต์แดง (Sporidiobolus pararoseus) ในหนูทดลอง

รวิวรรณ วงศ์ภูมิชัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2562

การพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพของผลิตภัณฑ์ขั้นต้น สารเสริมอาหารสัตว์จากธรรมชาติ

วันดี ทาตระกูล คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. 2553

ฤทธิ์ทางชีวภาพและคุณสมบัติเชิงหน้าที่ของสารสกัดย่านาง เครือหมาน้อยและรางจืด

รัชฎาพร อุ่นศิวิไลย์ สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พ.ศ. 2554

การพัฒนาตำรับวัตถุเติมในอาหารสำหรับเสริมสร้างภูมิคุ้มกันสัตว์ปีก

บุษบัน ศิริธัญญาลักษณ์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2553

โพรไบโอติกที่ใช้ประโยชน์ในปศุสัตว์

มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2561