การผลิตชาผลไม้จากผลมะเกี๋ยงสายต้นที่มีเบต้า-แคโรทีนสูง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มวิธีการใช้ประโยชน์จากผลมะเกี๋ยงสายต้นที่มีเบต้า-แคโรทีนสูง ซึ่งเป็น สายต้นที่คันพบโดยคณะปฏิบัติการโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ (อพ.สธ.) ภาคเหนือ ฝ่ายงานศึกษาสัณฐานวิทยาพืชมะเกี๋ยง ในกิจกรรมอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ พันธุกรรมพืช โดยได้ทำการผลิตชาผลไม้ ซึ่งเป็นชาที่ได้รับความนิยมบริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีกลิ่นหอม ของผลไม้ มีคาเฟอีนต่ำและมีสมบัติในการต้านออกชิตชัน ทำให้สามารถช่วยในการรักษาและป้องกันโรคได้ จาก การศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการอบแห้งเนื้อมะเกี๋ยงด้วยตู้อบลมร้อน พบว่าสภาวะที่เหมาะสมในการอบแห้งเนื้อ มะเกี๋ยงคือที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเชียส เป็นเวลา 4 ชั่วโมง ได้เนื้อมะเกี๋ยงแห้งที่มีปริมาณสารประกอบฟินอลิก ความสามารถในการจับกับอนุมูลอิสระ DPPH และความสามารถในการจับกับอนุมูลอิสระ ABTS สูงที่สุด จึงได้นำ เนื้อมะเกี๋ยงแห้งดังกล่าวไปผสมกับชาอู่หลง ซึ่งเป็นชาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดชนิดหนึ่งในภาคเหนื่อของไทย โดยได้ศึกษาสัตส่วนของชามะเกี๋ยง เท่ากับ 100:0 95:5 90:10 85:15 และ 0:100 โดยน้ำหนัก พบว่าปริมาณ สารประกอบฟืนอลิกทั้งหมดมีมากที่สุดในตัวอย่างที่มีสัดส่วนของซาต่อมะเกี๋ยงเท่ากับ 95 ต่อ 5 โดยมีค่าเท่ากับ 529.74 ไมโครกรัมสมมูลย์ของกรดแกลลิ/100 รัม ตัวอย่างความสามารถในการจับกับอนุมูลอิสระ DPPH ของ ตัวอย่างชามะเกี๋ยง เท่ากับ 95:5 และ 90:10 โดยน้ำหนัก ไม่มีความแตกต่างจากตัวอย่างชาที่ไม่เติมมะเกี๋ยง (๐>0.05) แต่ความสามารถในการจับกับอนุมูสอิสระ ABTS ของตัวอย่างชาที่มีการเติมมะเกี๋ยงมีค่าลดลง ชาที่เติม มะเกี๋ยงในสัดส่วน 95:5 โดยน้ำหนัก ไม่มีผลต่อความสามารถในการรีดิวซ์ แต่ถ้าเติมมะเกี๋ยงเพิ่มขึ้นในสัดส่วนชา: มะเกี๋ยงเท่ากับ 90:10 และ 85:15 โดยน้ำหนักจะทำให้ความสามารถในการรีดิวซ์ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับ ตัวอย่างชาอู่หลงที่ไม่มีการเติมมะเกี๋ยง (p<0.05) ระยะเวลาในการชงชามะเกี๋ยงที่เหมาะสมคือที่ 5 นาที โดย พบว่ามีปริมาณสารประกอบฟืนอลิกทั้งหมดและความสามารถในการต้านออกชิเดชันโดยวัดเป็นค่ความสามารถ ในการจับกับอนุมูลอิสระ DPPH ค่าความสามารถในการจับกับอนุมูลอิสระ ABTS และความสามารถในการรีดิวซ์ มีค่าสูงกว่าการซงซาเป็นเวลานาน 10 นาที (0<0.05) เมื่อศึกษาการยอมรับของชามะเกี๋ยง 2 ตัวอย่างคือชา มะเกี๋ยงที่ประกอบด้วยใบชามะเกี๋ยงเท่ากับ 95:5 และ 90:10 โดยน้ำหนัก พบว่าชามะเกี๋ยงทั้ง 2 ตัวอย่างมี คะแนนการยอมรับไม่แตกต่างกัน (p>0.05 มีคะแนนการยอมรับรวมเป็นที่ยอมรับของผู้ทดสอบ โดยมีคะแนนอยู่ ในช่วง 6.70 -6.87 (ยอมรับเล็กน้อย-ยอมรับปานกลาง) ดังนั้นการผลิตชาผลม้โดยการใช้เนื้อมะเกี๋ยงอบแห้งเป็น ส่วนผสมจึงมีความเป็นไปได้ ช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค และเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับทั้งชาและมะเกี๋ยง คำสำคัญ: มะเกี๋ยง ชา ซาผลไม้ กิจกรรมต้านออกซิเดชัน การทำแห้ง