กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเรื่อง“พุทธกระบวนทัศน์กับวิถีปฏิบัติของพระมหาเถระใน สังคมไทย” มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษากระบวนทัศน์ของพระพุทธศาสนา ๒) เพื่อศึกษา ความสัมพันธ์ของพุทธกระบวนทัศน์กับวิถีปฏิบัติของพระมหาเถระในสังคมไทย ๓) เพื่อวิเคราะห์ พุทธกระบวนทัศน์กับการสร้างอัตลักษณ์และวิถีปฏิบัติแห่งพระสงฆ์ไทย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัย เชิงคุณภาพ โดยศึกษาวิเคราะห์ทั้งในเอกสารพระไตรปิฎก อรรถกถา และ เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลเชิงคุณภาพ แบบมีสัมภาษณ์ มีการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างคือบุคคลสาคัญ ได้แก่พระมหาเถระทั้งสายปริยัติและสายปฏิบัติจานวน ๒๐ ท่าน (Key informant) ผลการวิจัยพบว่า กระบวนทัศน์ของพระพุทธศาสนา พบว่า หลักไตรสิกขาที่เป็นคาสอนในพระพุทธศาสนา มายาวนาน วิถีชีวิตของคนไทยส่วนใหญ่ตั้งแต่กาเนิดจนถึงตาย จึงเกี่ยวโยงสัมพันธ์เป็นอันหนึ่งอัน เดียวกันกับพระพุทธศาสนา แต่เมื่อสังคมโลกเปิดกว้างขึ้นทั้งในด้านสื่อสารมวลชน เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม จึงเป็นเหตุผลสาคัญที่นาพาให้สังคมไทยก้าวเข้าไ ปสู่กระแสแห่งยุค โลกาภิวัฒน์ ส่งผลให้สังคมไทยต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติในหลายๆ ด้าน พระพุทธศาสนา จึงเป็น กระบวนทัศน์ใหม่ที่จะสามารถนาหลักการสาคัญคือไตรสิกขาที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกมาประยุกต์ใช้ใน การแก้ปัญหาในแบบองค์รวม โดยยึดหลักการแห่งโยนิโสมนสิการ เพื่อจะทาให้การแก้ปัญหาเป็นไป อย่างครบวงจร อันจะส่งผลดีกับการแก้ไขปัญหาวิกฤติต่างๆ ของสังคมไทยต่อไป ในด้านความสัมพันธ์ของพุทธกระบวนทัศน์กับวิถีปฏิบัติของพระมหาเถระนั้น พบว่า สิกขา ๓ หรือ ไตรสิกขา คือ ฝึกหัดอบรมกาย วาจา จิตใจ และปัญญา ให้ยิ่งขึ้นไปจนบรรลุจุดหมาย สูงสุดคือพระนิพพาน ถือว่าเป็นกระบวนทัศน์สาคัญของพระพุทธศาสนา และที่เป็นสิ่งที่ชาวพุทธมี ความเลื่อมใสในข้อวัตรปฏิบัติของพระภิกษุ โดยเฉพาะพระมหาเถระ หรือที่หลายท่านมักเรียกกันว่าพระสุปฏิปนฺโน ที่ท่านล้วนมีศีลาจารวัตรน่าเลื่อมใส มีปฏิปทาที่น่ายกย่อง และมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พุทธกระบวนทัศน์กับการสร้างอัตลักษณ์และวิถีปฏิบัติแห่งพระสงฆ์ไทย พบว่าใน สังคมไทยนั้นองค์กรแห่งสงฆ์ต้องมีการ นาหลักไตรสิกขาในระดับ อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญา โดยมีหลักโยนิโสมนสิการวิทยา โดยกาหนดโยนิโสมนสิการเป็น ๔ ชนิดก่อนคือ ๑.การคิดถูกวิธี อัน ได้แก่การคิดถูกต้องตามหลักการ ประกอบด้วยเหตุผล รอบคอบและสร้างสรรค์ ๒.การคิดอย่างเป็น ระเบียบ คือคิดและกระทาอย่างเป็นขึ้นตอน จัดลาดับได้เหมาะสม ๓.การคิดอย่างมีเหตุผล คือ สามารถอธิบายเหตุผลให้มีความเชื่อมโยงอย่างถูกต้อง ๔.การคิดแบบเร้าต่อกุศล คือคิดในทาง สร้างสรรค์สิ่งที่ดี เป็นประโยชน์ต่อตน สังคม ซึ่งเป็นฐานความคิดที่สาคัญเพราะเป็นการคิดในเชิง คุณค่าและจาเป็นในสหัสวรรษใหม่ เพราะกระบวนทัศน์เหล่านี้จะนาไปสู่การคิด และเป็นแนววิถี ปฏิบัติให้กับพระสงฆ์ไทยอย่างยั่งยืน