รูปแบบการแก้ไขวิกฤติศรัทธาในพระสงฆ์ตามหลักพระธรรมวินัย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยเรื่อง “รูปแบบการแก้ไขวิกฤติศรัทธาในพระสงฆ์ตามพระธรรมวินัย” ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธี วิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ระหว่าง วิธีวิจัยเชิงปริมาณ(Quantitative Research) และ วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยผู้วิจัยศึกษา 3 วัตถุประสงค์ ดังนี้ ๑. เพื่อศึกษาปัจจัยแห่ง วิกฤติศรัทธาในพระสงฆ์ของพุทธศาสนิกชนไทย ๒. เพื่อศึกษาหลักพระวินัยและกฎมหาเถรสมาคมที่เกี่ยวข้อง กับการแก้ไขวิกฤติศรัทธาในพระสงฆ์ และ ๓. ศึกษาและเสนอรูปแบบการแก้ไขวิกฤติศรัทธาในพระสงฆ์ตาม พระธรรมวินัย จากผลการวิจัย ปัจจัยแห่งวิกฤติศรัทธาในพระสงฆ์ของพุทธศาสนิกชนไทย ด้านอินทรียสังวรศีล พบว่า พระภิกษุใช้โทรศัพท์ในที่สาธารณะ มีค่าเฉลี่ย ( x =3.77) รองลงมาด้านปฏิโมกสังวรศีล พบว่า พฤติกรรม ของพระภิกษุกับสตรีส่อไปในทางชู้สาว มีค่าเฉลี่ย ( x =3.62) ด้านอาชีวปริสุทธิศีล พบว่า พระภิกษุทา เครื่องรางของขลังค์ในเชิงภาณิชย์ มีค่าเฉลี่ย ( x =3.51) และสุดท้ายด้านปัจจัยสันนิสิตศีล พบว่า การใช้ สิ่งของอานวยความสะดวกเช่นเดียวกับคหบดี มีค่าเฉลี่ย ( x =3.36) สาหรับประเด็นเกี่ยวกับหลักพระธรรมวินัยและกฎมหาเถรสมาคมที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขวิกฤติศรัทธาใน พระสงฆ์ ด้านอินทรียสังวรศีล พระภิกษุที่แสดงตนในทางกระทบกระเทือนต่อความมั่นคง ของประเทศและ ความสงบสุขของประชาชน ให้พระสังฆาธิการกวดขันควบคุมพระภิกษุสามเณรผู้มีพฤติกรรมดังกล่าว มิให้ กระทาการเช่นว่านั้น หากเข้าข่ายละเมิดกฎหมายบ้านเมือง ให้ประสานงานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้เข้า ดาเนินการตามกฎหมายโดยเคร่งครัด ด้านปฏิโมกสังวรศีล พระภิกษุมีความประพฤติเสียหาย หรือแสดง พฤติกรรมไปในทางชู้สาว และไม่สอดคล้องกับเพศกาเนิดของตน ด้านอาชีวปริสุทธิศีล พระภิกษุประพฤติตน ไม่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย และไม่รักษาเชิดชูพระธรรมวินัยให้เป็นวิถีทางประพฤติปฏิบัติของตน หากเข้า ข่ายละเมิดพระธรรมวินัย ให้ดาเนินกระบวนการลงโทษตามพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์โดยเคร่งครัด ด้านปัจจัยสันนิสิตศีล พระภิกษุไม่พักจาพรรษาในสถานที่มิใช่วัด ใช้สิ่งอานวยความสะดวก ตลอดจนมี พฤติกรรมนุ่งห่มจีวรสีสดใส ผิดไปจากธรรมเนียมนิยมของพระสงฆ์ไทย ดังนั้น รูปแบบการแก้ไขวิกฤติศรัทธาในพระสงฆ์ตามพระธรรมวินัยไว้เบื้องต้น จากการศึกษาพระวินัยปิฎก แล้วพบสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑๒ มีใจความสาคัญว่า“ภิกษุว่ายากสอนยาก ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรม เพื่อจะให้ละข้อที่ประพฤตินั้น ถ้าไม่ละ ต้องสังฆาทิเสส” จึงเห็นว่า สามารถนามาเป็นแบบแผนการลงโทษ พระภิกษุผู้กระทาผิดพระวินัยแล้วไม่สานึกผิดได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ เมื่อพุทธศาสนิกชนพบเห็นพระภิกษุรูป ใดประพฤติผิดพระวินัยสิกขาบทใดๆ ก็ตาม หรือประพฤติอนาจารไม่เหมาะสมกับสมณเพศ ให้แจ้งไปที่วัดต้น สังกัดของพระภิกษุผู้ประพฤติผิดพระวินัยนั้น เป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาสวัดนั้นจะต้องสืบหาข้อเท็จจริง หาก พบว่า เป็นความจริงตามที่มีผู้แจ้งมา ควรเรียกพระภิกษุผู้ประพฤติผิดพระวินัยนั้นมาพบ แล้วว่ากล่าวตักเตือน ให้กลับตนมั่นคงในศีลของพระ หากท่านกลับตนได้ก็เป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนา แต่ถ้าท่านยัง ประพฤติผิดซ้าซาก ไม่ฟังคาตักเตือน เจ้าอาวาสก็ควรดาเนินการประชุมสงฆ์ในอุโบสถ ให้ภิกษุรูปหนึ่งผู้ฉลาดและสามารถ สวดสมนุภาสนา โดยทาเป็นจตุตถกรรมวาจา คือ สวดญัตติหนึ่งครั้ง และสวด สมนุภาสนาสามครั้ง เมื่อสงฆ์สวดประกาศสมนุภาสนาจบครั้งที่สาม ภิกษุผู้ว่ายากสอนยากนั้นต้องอาบัติสังฆาทิเสสเพิ่มขึ้นอีก และจะต้องถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมตามพระวินัย