การพัฒนากฎหมายว่าด้วยการจัดดำเนินการให้พระภิกษุสละสมณเพศ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ (๑) เพื่อศึกษาแนวความคิด ทฤษฎี และพัฒนาการที่เกี่ยวกับการจัดดำเนินการให้พระภิกษุสละสมณเพศ (๒) เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการจัดดำเนินการให้พระภิกษุสละสมณเพศของพุทธวินัยบัญญัติและของประเทศไทย รวมทั้งของต่างประเทศ (๓) เพื่อศึกษาวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไขปัญหาการจัดดำเนินการให้พระภิกษุสละสมณเพศ และ (๔) เพื่อนำเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการจัดดำเนินการให้พระภิกษุสละสมณเพศ การวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเอกสารและนำข้อมูลจากเอกสารที่รวบรวมมาทั้งเอกสารภาษาไทยและภาษาต่างประเทศที่เกี่ยวกับการจัดดำเนินการให้พระภิกษุสละสมณเพศมาวิเคราะห์เพื่อค้นหาปัญหาและหาแนวทางแก้ไขต่อไป ผลวิจัยพบว่า กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดดำเนินการให้พระภิกษุสละสมณเพศยังมีปัญหาและข้อบกพร่อง คือ (๑) บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ยังขาดความชัดเจนถึงอำนาจของเจ้าพนักงานในการสั่งให้พระภิกษุสละสมณเพศ รวมทั้งยังขาดความชัดเจนถึงหลักเกณฑ์และวิธีการจัดดำเนินการให้พระภิกษุสละสมณเพศกรณีพระภิกษุถูกจับโดยต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา หรือต้องจำคุก กักขัง หรือขัง (๒) ยังขาดบทบัญญัติเกี่ยวกับผู้มีอำนาจวินิจฉัยให้สละสมณเพศกรณีพระภิกษุผู้ปกครองสงฆ์ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณซึ่งมาตรา ๒๗ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ กำหนดให้ตราในกฎมหาเถรสมาคม (๓) บทบัญญัติแห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๑ ยังมีข้อบกพร่องทั้งระยะเวลาที่บังคับให้สละสมณะเพศและโทษอาญา (๔) เมื่อมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดให้สละสมณเพศแล้วก็ยังไม่ยอมสละ กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๑ และฉบับที่ ๒๑ กำหนดมาตรการขั้นสุดท้ายแต่เพียงให้รับโทษอาญาและให้ขออารักขาต่อเจ้าหน้าที่ แต่ยังคงมีปัญหาว่าบุคคลนั้นพ้นฐานะความเป็นภิกษุแล้วหรือไม่เมื่อใด และ (๕) โทษของการไม่สละสมณเพศภายในเวลาที่กำหนดก็ยังไม่เหมาะสม จากประเด็นปัญหาข้างต้น (๑) ควรแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๙ และมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ โดยกำหนดให้มหาเถรสมาคมมีอำนาจในการออกหลักเกณฑ์และวิธีการจัดดำเนินการให้พระภิกษุสละสมณเพศทั้งแบบวาจาและแบบลายลักษณ์อักษรกรณีพระภิกษุถูกจับโดยต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาหรือต้องจำคุก กักขัง หรือขัง และให้พนักงานสอบสวนและพนักงานเจ้าหน้าที่จัดดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าวเท่านั้น นอกจากนี้ควรให้มีสถานทัณฑกรรมซึ่งต้องมิใช่สถานีตำรวจหรือสถานที่ควบคุมผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวน กรณีพระภิกษุถูกจับโดยต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาซึ่งคดีอยู่ระหว่างชั้นสอบสวนและพระภิกษุยังไม่ยินยอมสละสมณเพศ ทั้งนี้ เพื่อจะได้ไม่ต้องจำขังพระภิกษุทั้งผ้าเหลือง (๒) ควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๑ โดยกำหนดให้มีคณะบุคคลหนึ่งมีอำนาจวินิจฉัยให้พระภิกษุสละสมณเพศกรณีพระภิกษุผู้ปกครองสงฆ์ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณให้ชัดเจนยิ่งขึ้นโดยนำลักษณะ ๒ ว่าด้วยผู้มีอำนาจลงนิคหกรรม ข้อ ๗ ถึงข้อ ๑๐ แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม (๓) ควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๑ โดยกำหนดให้เมื่อมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดให้สละสมณเพศแล้วต้องสึกภายในสามวันนับแต่วันที่ได้ทราบคำวินิจฉัย หากฝ่าฝืนต้องได้รับโทษอาญาในมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ (๔) ให้ถือว่าพระภิกษุผู้ต้องคำวินิจฉัยถึงที่สุดให้สละสมณเพศพ้นจากความเป็นพระภิกษุเมื่อพ้นกำหนดสามวันนับแต่วันที่ได้รับทราบคำวินิจฉัยนั้น และ (๕) โทษของการไม่สละสมณเพศควรให้มีโทษปรับหรือทั้งจำทั้งปรับด้วย