กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การศึกษาวิจัยในเรื่อง มาตรการการกาหนดโทษทางอาญาฐานแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนานี้ โดยที่พบว่าในปัจจุบันมักจะมีเรื่องปรากฏตามข่าวสารทั้งวิทยุและโทรทัศน์อยู่เสมอว่ามีผู้แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา หรือที่เรียกว่า “พระปลอม” คือผู้ที่ไม่ได้รับการบรรพชาอุปสมบทโดยชอบด้วยกฎหมาย นุ่งห่มผ้าเหลืองแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายแสดงตนว่าเป็นพระภิกษุหรือสามเณรในพระพุทธศาสนา อาศัยผ้าเหลืองออกเรี่ยไรเงินจากประชาชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีทั้งที่เป็นชาวไทยและชาวต่างประเทศ พฤติกรรมดังกล่าวสร้างความเสื่อมเสียแก่วงการคณะสงฆ์และความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นบ่อนทาลายพระพุทธศาสนาอีกทางหนึ่ง ในกฎหมายอาญาของไทยมีการบัญญัติกฎหมายเพื่อลงโทษแก่บุคคลผู้ไม่ได้เป็นพระภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนาหรือบุคคลผู้บวชโดยมิชอบด้วยพระธรรมวินัยและกฎหมายทั้งมีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา (มาตรา ๒๐๘) และที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่จะเห็นได้ว่าไม่เป็นที่ยาเกรงของบรรดามิจฉาชีพผู้มีเจตนานุ่งห่มผ้าเหลืองโดยมิได้มีการบวชจริง ๆ ใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์สาหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ อาจจะด้วยอัตราโทษสาหรับความผิดดังกล่าวมีอัตราโทษต่าทาให้ไม่เป็นที่ยาเกรงหรือเกิดการเข็ดหลาบ จึงควรศึกษาเพื่อหามาตรการกาหนดโทษสาหรับผู้กระทาผิดฐานแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงตนว่าเป็นภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนาเสียใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบันและเหมาะสมกับบริบทของสังคม ผลการวิจัยพบว่าการกระทาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๘ สามารถแยกลักษณะการกระทาความผิดหลัก ๆ ได้ ๕ กรณี คือ ๑. การกระทาความผิดโดยบุคคลที่มิได้บวชเป็นพระภิกษุหรือสามเณรในพระพุทธศาสนาโดยชอบด้วยพระธรรมวินัยและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (พระ-เณรปลอม) แต่ได้นุ่งห่มผ้าเหลือง ใช้เครื่องหมาย เช่น บาตรพระ ผ้าจีวร ผ้าสบง ผ้าอาบน้าฝน ผ้าอังสา ย่ามสะพาย โดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นพระภิกษุหรือสามเณรในพระพุทธศาสนา ๒. ความผิดเกิดจากกรณีที่เป็นพระภิกษุและได้ล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณจนมีคาวินิจฉัยให้สละสมณเพศแล้ว แต่กลับมาห่มผ้ากาสาวพัสตร์โดยมิได้รับการอุปสมบทโดยชอบด้วยพระธรรมวินัยและโดยมีเจตนาเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นภิกษุหรือสามเณรในพระพุทธศาสนา ๓. ความผิดเกิดจากกรณีที่พระภิกษุและถูกกล่าวหาว่ากระทาความผิดอาญาตามความในมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ และได้สละสมณเพศแล้ว แต่กลับมาห่มผ้ากาสาวพัสตร์โดยมิได้รับการอุปสมบทโดยชอบด้วยพระธรรมวินัยและโดยมีเจตนาเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นภิกษุหรือสามเณรในพระพุทธศาสนา ๔. ความผิดจากกรณีที่พระภิกษุผู้มิได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอุปัชฌาย์ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๗ (พ.ศ. ๒๕๓๖) อันเป็นผลให้ผู้อุปสมบทนั้นไม่เป็นพระภิกษุโดยชอบด้วยพระธรรมวินัยจึงมีความผิดฐานแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา ๕. ความผิดเกิดจากกรณีที่ผู้กระทาความผิดได้พ้นจากความเป็นพระภิกษุเพราะต้องปาราชิกมาแล้วไม่ว่าจะมีคาวินิจฉัยตามความในมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ มาแล้วหรือไม่ก็ตาม แต่มารับบรรพชาอุปสมบทใหม่โดยกล่าวความเท็จหรือปิดบังความจริงต่อพระอุปัชฌาย์ ปัญหาดังกล่าวมาข้างต้นถือว่ามีความจาเป็นและสาคัญเป็นอย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนาซึ่งหากพุทธบริษัท ๔ จะดารงพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสถาพรอยู่ต่อไป ไม่เปิดโอกาสให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งอาศัยผ้าเหลืองเพื่อแสดงหาผลประโยชน์ หรือมาห่มผ้าเหลืองโดยไม่ชอบด้วยพระธรรมวินัยและกฎหมาย กฎ ระเบียบในการปกครองคณะสงฆ์ จึงสมควรแก้ไขปรับปรุงโดยการพิจารณาเพิ่มอัตราโทษทั้งโทษจาคุกและโทษปรับโดยการเสนอให้มีการแก้ไขทั้งในส่วนของประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๐๘ และโทษที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ต่อไป