Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2564

จิตตภาวนาประชารัฐภิบาล : พุทธนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ในการปฏิบัติธรรมแบบมีโครงสร้างและมีเป้าหมายเชิงประจักษ์

นิกร ยาอินตา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2564

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

รายงานการวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ คือ ๑. เพื่อศึกษาหลักการพัฒนาจิตตามแนวพระพุทธศาสนา ๒. เพื่อพัฒนาชุดความรู้และกิจกรรมตามหลักการพัฒนาจิตตามแนวพระพุทธศาสนา และ๓. เพื่อบูรณาการชุดความรู้และกิจกรรมตามหลักการพัฒนาจิตตามแนวพระพุทธศาสนาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบมีโครงสร้าง โดยใช้ระเบียบวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) การวิจัยในเชิงเอกสาร (Documentary Research) การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา นักปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา นักวิชาการ นักสุขภาพจิต และแพทย์ จำนวน ๑๑ รูป/คน การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ผู้วิจัยใช้กลุ่มทดลองคือ พระภิกษุสงฆ์ สามเณรของวัดรมณียาราม เทศบาลตำบลต้นธง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน จำนวน ๒๐ รูป และถ่ายทอด เผยแพร่องค์ความรู้สู่สาธารณะกับประชาชน จำนวน ๕๙ คน การเชิงคุณภาพ จัดทำโดยการรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกมาจัดกลุ่มข้อมูล (Data Grouping) ตามสาระสำคัญของประเด็นการสัมภาษณ์ จากนั้นทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis Technique) พร้อมทั้งนำเสนอโดยวิธีการพรรณนาอ้างอิงคำพูดบุคคล ผลการวิจัยพบว่า ๑. หลักการพัฒนาจิตตามแนวพระพุทธศาสนา พบว่า เป็นหลักการพัฒนาจิตเพื่อบรรลุนิพพาน ซึ่งคือ ความดับทุกข์ ดับตัณหา และกองทุกข์แห่งโลกุตตรธรรม โดยอาศัยปัญญาหยั่งรู้ตามที่พระพุทธเจ้าทรงชี้ทางสว่างในการปฏิบัติ โดยงานวิจัยนี้นำเสนอหลักการพัฒนาจิต คือ ๑) หลักอริยสัจ ๔ คือ แนวทางปฏิบัติเพื่อให้พบกับความจริงอันประเสริฐ คือ รู้ในทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ๒) หลักภาวนา ๔ คือ การพัฒนาในด้านกายภาวนา (การเจริญกาย) ศีลภาวนา (การเจริญศีล) จิตภาวนา (การเจริญจิต) และปัญญาภาวนา (การเจริญปัญญา) ๓) หลักการให้ทาน คือ การแบ่งปันหรือการให้ทั้งวัตถุ สิ่งของและความโอบอ้อมอารี การให้ทานสามารถให้ด้วย ๓ วิธีคือ อามิสทาน (การให้สิ่งของ) วิทยาทาน คือ ธรรมทาน (การให้คำแนะนำหรือสอนวิธีการ) และอภัยทาน (การให้อภัย) ๔) หลักไตรสิกขาเป็นการพัฒนาด้านศีล สมาธิ และปัญญา ๒. การพัฒนาชุดความรู้และกิจกรรมตามหลักการพัฒนาจิตตามแนวพระพุทธศาสนา พบว่า มีการพัฒนาชุดความรู้และกิจกรรมใน ๒ หลัก คือ ๑) หลักปฏิบัติสมาธิในเชิงวิทยาศาสตร์ ตามความเชื่อมโยงของการทำงานของจิต สมอง อารมณ์และพฤติกรรม ซึ่งจิตที่อาศัยอยู่กับวัตถุ คือประสาทรูป เมื่อเจอกับสิ่งเร้าหรือตัวกระตุ้น จะส่งสัญญาณไปยังสมอง ให้เกิดเป็นอารมณ์ในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งแสดงได้ว่า สมองมีความเชื่อมโยงกับจิต ผู้ที่ปฏิบัติสมาธิในระดับต่าง ๆ ย่อมส่งผลต่อคลื่นความถี่ของสมองให้หลั่งฮอร์โมนหรือสารเคมีต่าง ๆ ที่จะส่งผลต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกาย ซึ่งเมื่อนำระดับสมาธิในสภาวะของจิตแต่ละสภาวะมาเปรียบเทียบกับระดับของคลื่นสมอง ความถี่ เคมีที่หลั่ง/ฮอร์โมนขณะปฏิบัติสมาธิ และประโยชน์ โทษ อาการที่ได้รับและเกิดขึ้นจากสภาวะต่าง ๆ สามารถแบ่งได้ ๙ สภาวะ คือ (๑) สภาวะนิโรจสมาบัติ คลื่นสมองอยู่ในช่วงเกิน ๒๐๐Hz เรียกว่าคลื่นแลมบ์ด้า(Lambda Brainwaves) เป็นสภาวะพิเศษที่ไม่พบในคนทั่วไป (๒) สภาวะก่อนเข้าสู่ภาวะนิโรจสมาบัติ คลื่นสมองจะอยู่ในช่วง ๑๔๐Hz เป็นสภาวะของโยคีที่จะเข้าสู่สภาวะนิโรจสมาบัติ เรียกคลื่นสมองช่วงนี้ว่าคลื่น Hyper gamma (๓) สภาวะเครียด เป็นสภาวะที่มีความตั้งใจการทำงานหรือมุ่งเน้นถึงความสำเร็จสูงมาก คลื่นสมองอยู่ในระดับ ๓๑ Hz ถึง ๑๓๙Hz เรียกว่า คลื่นแกรมม่า จะเกิดการหลั่งฮอร์โมน adrenalin และ Corticosteroids สูงขึ้น (๔) สภาวะปกติ เป็นสภาวะที่คนใช้ชีวิตปกติ ทำงานพักผ่อน เป็นปกติในชีวิตประจำวัน การรับรู้การเคลื่อนไหว ประสาทสัมผัสจะเป็นปกติ มีความสุขทุกข์ตามสภาพของตนเอง คลื่นสมองจะอยู่ในช่วง ๑๓-๓๐ Hz เรียกว่าคลื่นเบต้า (Beta Brain waves) ร่างกายจะหลั่งน้ำสื่อประสาทหรือฮอร์โมนเป็นปกติ เช่น Dopamine มีความสงบในอารมณ์ตามปกติ (๕) สภาวะนิ่งสงบ เป็นช่วงที่ปฏิบัติสมาธิต่อเนื่องจากช่วงแรก ผ่านการยกจิตสู่อารมณ์ (องค์ฌานวิตก)มาช่วงหนึ่งแล้วเกิดความนิ่งสงบ ผ่อนคลายจากความวิตกกังวลต่างๆ ลงได้ มีสติรู้ตามลมหายใจได้สนิทมากขึ้น คลื่นสมองจะปรับลงมาอยู่ในระดับ ๗.๐ Hz ถึง ๑๒.๙ Hz เรียกว่าคลื่น แอลฟา(?) (Alpha (๖) สภาวะอิ่มเอม เป็นสภาวะที่ผู้ปฏิบัติสมาธิได้ปฏิบัติต่อเนื่องจนมีความรู้ลึกจิตสงบ ผ่านองค์ฌานวิตกและองค์ฌานวิจารมาแล้ว คลื่นสมองจะปรับตัวลดลงมาสู่ระดับ ๔.๐–๖.๙Hz เรียกว่าคลื่นธีต้า (Theta :?) เป็นช่วงที่หลับฝัน (Day dream) เข้าถึงโดยการสะกดจิตร่างกายมีการหลั่งสารสื่อประสาทเซโรโทนิน (Serotonin)ทำให้สุขภาพจิตดี หัวเราะง่ายสาร Oxytocinเกิดความรู้สึกมีความรักความปรารถนาดีต่อมนุษย์ด้วยกัน Melatonin ทำให้สงบหลับง่ายและสาร เอ็นโดรฟิน(Endorphine) ทำให้เกิดความสุข (๗) สภาวะสุขลึก เป็นสภาวะที่ปฏิบัติสมาธิได้ลึกมากขึ้นจนมีความรู้สึกมีความสุขในใจลึกหรือสภาพที่จิตมีความสุขเมื่อเกิดสภาวะเช่นนี้ คลื่นสมองจะลดระดับมาอยู่ที่ ๐.๕ ถึง ๓.๙Hz ซึ่งเรียกว่าคลื่นเดลต้า(Delta : D) เมื่อสมองอยู่ในระดับคลื่นนี้ ร่างกายจะมีการหลั่งสารสื่อประสาทหรือฮอร์โมน Growth Hormone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายฟื้นฟูสภาพทางกายภาพของร่างกายฮอร์โมนEndorphineหลั่งมากขึ้นชีวิตปกติจะมีความสุขทางใจมากขึ้น (๘) สภาวะสมาธิแนบแน่น เป็นสภาวะที่ผู้ปฏิบัติสมาธิได้ลึกมาก ตกอยู่ในภวังค์อย่างสมบูรณ์ เรียกว่า เอกัคคตา เจตสิก คือ ความตั้งมั่นในอารมณ์เดียว สมองจะปรับคลื่นลงต่ำมาก ระดับ ๐.๕ Hz หรืออาจจะมากกว่าเล็กน้อย เป็นช่วง Low Delta ซึ่งปกติแล้วจะเป็นช่วงที่คนเราหลับลึกไม่ฝัน ร่างกายมีการหลั่งฮอร์โมน Growth hormone มากขึ้น หลั่ง Melatonin มากขึ้นช่วยให้หลับลึกและสารเคมี DHEA: Dehydroepiandrosterone sulfate เป็นฮอร์โมนตั้งต้นในการสร้างฮอร์โมนเพศทำให้ผิวพรรณดูอ่อนกว่าวัย(Anti Aging) และ(๙) สภาวะการปฏิบัติสมาธิแบบอรูปฌาน เนื่องจากเป็นสมาธิขั้นสูง เเบบอัปปนา แบบแนบแน่นสนิทมากๆ ซึ่งผู้ปฏิบัติแบบนี้ได้คือพวกโยคีหรือฤาษี โดยคลื่นสมองจะลดต่ำลงมากๆ ระดับเเอฟซีลอนหรือระดับ ๐.๐๑-๐.๕๐Hz จากผลการปฏิบัติสมาธิเชิงพุทธต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีรวิทยาก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งด้านสุขภาพจิตและสุขภาพกาย ผู้วิจัยสร้างเป็นชุดกิจกรรมในรูปแบบการประเมินผลของการปฏิบัติสมาธิและไม่ปฏิบัติสมาธิในลักษณะคลื่นสมองต่อสภาวการณ์ต่าง ๆ คือ ในสภาวะปกติ (อยู่บ้าน) สภาวะการทำงาน การพักผ่อน การปฏิบัติสมาธิ และการนอนหลับ โดยแบ่งเป็นลักษณะคลื่นสมองต่อสภาวการณ์ต่าง ๆ ใน ๔ ลักษณะ คือ ลักษณะที่ ๑ คลื่นสมองของคนปกติทั่วไปไม่เครียดมาก(มีบ้าง)สุขภาพจิตดีแต่ไม่ปฏิบัติสมาธิ ลักษณะที่ ๒ การสั่นของคลื่นสมองของผู้ที่เครียดง่าย อารมณ์ร้อน ลักษณะที่ ๓ คลื่นสมองของผู้ที่เฉื่อยชา ขี้เกียจ ไม่สดใส และลักษณะที่ ๔ การสั่นของคลื่นสมองของผู้ที่มีสุขภาพจิตดี มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีจินตนาการสูง สมองมีคุณภาพ และปฏิบัติธรรมเป็นเนืองนิตย์ โดยสรุปได้ว่า ลักษณะที่ ๔ การสั่นของคลื่นสมองมีผลต่อสภาวะต่าง ๆ ไปในทางที่ดีกว่า ๓ ลักษณะแรก ๒) หลักการพัฒนาจิตตภาวนาตามแนวพระพุทธศาสนา เป็นการปฏิบัติสมาธิเพื่อบรรลุฌานระดับต่างๆ โดยเริ่มปฏิบัติตามลำดับคือ (๑) การบรรลุปฐมฌาน (๒) การบรรลุทุติยฌาน และ(๓) การบรรลุตติยฌาน จากนั้นพัฒนาในขั้นวิปัสสนากรรมฐานเพื่อบรรลุสู่นิพพาน ทั้งนี้ ชุดความรู้และกิจกรรมได้แสดงถึงการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าคือ (๑) ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ญาณหยั่งรู้ถึงการเวียนว่ายตายเกิดของเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้ง ๖ ภพภูมิ (๒) จุตูปปาตญาณ ญาณหยั่งรู้ถึงสาเหตุของการเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์ทั้ง ๖ ภพภูมิ ในวัฏสงสารเรียกว่า วงจรปฏิจจสมุปบาท และ(๓) อาสวักขยญาณ ญาณที่หยั่งรู้ถึงวิธีออกจากทุกข์หรืออริยสัจ ๔ อันประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรจ มรรค ๓. การบูรณาการชุดความรู้และกิจกรรมตามหลักการพัฒนาจิตตามแนวพระพุทธศาสนาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบมีโครงสร้าง พบว่า เป็นการบูรณาการศาสตร์ระหว่างวิทยาศาสตร์และศาสตร์ทางพระพุทธศาสนาโดยดำเนินกิจกรรม ๒ ครั้ง คือ ๑) การทดลองกับกลุ่มทดลอง จำนวน ๒๐ คน ซึ่งผลคะแนนทดสอบหลังการทดสอบสูงกว่าคะแนนก่อนการทดสอบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ๐.๐๑ ผู้วิจัยพบข้อสังเกตในการอบรมครั้งนี้ว่า ผู้อบรมที่เป็นสามเณร อายุระหว่าง ๑๐ – ๑๕ ปี จะมีการรับรู้ข้อมูลได้น้อยกว่าผู้ที่มีอายุมากกว่า ๒) การเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะ โดยการอบรมกับประชาชน จำนวน ๕๙ คน ผลจากการทดสอบก่อนและหลังอบรมพบว่า คะแนนหลังการทดสอบสูงกว่าคะแนนก่อนการทดสอบอยู่ที่ร้อยละ ๓๓.๒๙ จึงสรุปได้ว่า การบูรณาการชุดความรู้และกิจกรรมนี้ ได้สร้างความรู้ใหม่ให้กับผู้เข้ารับการอบรมตามวัตถุประสงค์และเกณฑ์การประเมินที่กำหนดไว้

คำสำคัญ

Buddhist InnovationพุทธนวัตกรรมPracharat Mental Therapyจิตตภาวนาประชารัฐภิบาล

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การพัฒนาองค์ความรู้พื้นที่นวัตกรรมวิถีพุทธ

สิน งามประโคน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2564

การสังเคราะห์งานวิจัยด้านการประยุกต์พุทธธรรมเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาสังคมของสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์

สมิทธิพล เนตรนิมิตร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2563

นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้พุทธธรรม โดยอาศัยปรากฏการณ์ศรัทธาในองค์จตุคามรามเทพ

เกศริน มนูญผล มหาวิทยาลัยมหากุฎราชวิทยาลัย พ.ศ. 2560

การพัฒนากระบวนการและการสร้างเครือข่ายการแนะแนววิถีพุทธสำหรับบุคลากรทางการศึกษาในสังคมไทย

สายหยุด มีฤกษ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2565

โลกยุคใหม่หลังโคโรน่าโควิด19 : การพัฒนารูปแบบนวัตกรรมการเรียนรู้เสริมทักษะวิถีใหม่บนฐานกระบวนการรู้คิดทางปัญญาตามแนวพุทธจิตวิทยา

เอกภัทร อภิฉนฺโท มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2566

ศึกษาวิเคราะห์หลักพุทธธรรมที่ปรากฏในคัมภีร์ปฐมสมโพธิกถาอักษรธรรมอีสาน

โสรัจ นามอ่อน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2558

พุทธกระบวนทัศน์กับวิถีปฏิบัติของพระมหาเถระในสังคมไทย

พระครูพิพิธจารุธรรม กวางทอง มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2560

การจัดการเรียนรู้พระพุทธศาสนาโดยพุทธวิธีบูรณาการ

ศรีไพร จันทร์เขียว พ.ศ. 2559

การสังเคราะห์งานวิจัยการสอนตามแนวพุทธ: การวิเคราะห์อภิมาน

อดิศร เนาวนนท์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา พ.ศ. 2562

การวิจัยทางการศึกษาเชิงพุทธ

เมธาวี อุดมธรรมานุภาพ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต พ.ศ. 2557