การเพิ่มศักยภาพระบบการตรวจสอบภายในของกระทรวงศึกษาธิการเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลภายใต้การปฏิรูปการศึกษา
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของระบบการตรวจสอบภายในของกระทรวงศึกษาธิการ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อระบบการตรวจสอบภายในของกระทรวงศึกษาธิการเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาล และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการเพิ่มศักยภาพ ระบบการตรวจสอบภายในของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลภายใต้การปฏิรูปการศึกษา ดำเนินการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิจัยแบบผสมผสาน เก็บรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่มีหน่วยงานตรวจสอบภายใน รวมทั้งสิ้น 288 แห่ง โดยผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหาร ผู้รับบริการ และผู้ตรวจสอบภายใน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสำรวจ แบบสอบถาม และ แบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของระบบการตรวจสอบภายในของกระทรวงศึกษาธิการ (1) ด้านปัจจัยนำเข้า พบว่า โครงสร้างสายการบังคับบัญชา ทุกหน่วยงานขึ้นตรงต่อผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงาน และจะได้รับนโยบายด้านการตรวจสอบจากผู้บริหารสูงสุดของส่วนราชการ โดยบุคลากรผู้ปฏิบัติงานด้านการตรวจสอบจะมีอัตรากำลังน้อยกว่ากรอบอัตรากำลังที่กำหนดไว้ คิดเป็นร้อยละ 64.62 ซึ่งส่วนใหญ่จะดำเนินการตรวจสอบเฉพาะทางด้านการเงิน ด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ด้านการปฏิบัติงาน และด้านผลการดำเนินงาน (2) ด้านกระบวนการ พบว่า ส่วนใหญ่มีการจัดทำแผนการปฏิบัติงานตรวจสอบ คิดเป็นร้อยละ 95.90 มีการจัดทำแผนการตรวจสอบระยะยาวครอบคลุมทุกหน่วยรับตรวจภายใน 5 ปี คิดเป็นร้อยละ 62.05 มีการประเมินผลการดำเนินงานโดยได้รับการประเมินผลงานจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และหน่วยงานประกันคุณภาพ คิดเป็นร้อยละ 56.41 รวมทั้งมีการติดตามการนำข้อเสนอแนะไปปฏิบัติครบถ้วนทุกกิจกรรม คิดเป็นร้อยละ 61.26 แต่มีหน่วยงานเพียงร้อยละ 35.13 ที่มีการออกแบบกระดาษทำการตามกิจกรรมการตรวจสอบ (3) ด้านผลผลิต พบว่า ผู้บริหารสามารถนำผลการตรวจสอบมาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารงาน กำหนดนโยบาย ทิศทางการดำเนินงาน และการกำกับติดตามการดำเนินงาน สำหรับผู้ปฏิบัติงานสามารถช่วยลดข้อผิดพลาดจากการปฏิบัติงาน ป้องกันการทุจริต รวมทั้งสนับสนุนภารกิจของหน่วยงานให้บรรลุเป้าหมาย (4) ด้านผลลัพธ์ พบว่า ผู้ตรวจสอบภายในควรได้รับการพัฒนาในเรื่องการให้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจแก่ผู้บริหารในเชิงลึก การให้ข้อเสนอแนะในรายงานที่จะสามารถช่วยแก้ปัญหาในการปฏิบัติงานได้จริง 2) ปัจจัยที่มีผลต่อระบบการตรวจสอบภายในของกระทรวงศึกษาธิการเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาล ประกอบด้วย ด้านโครงสร้างองค์กร ภารกิจ และอำนาจหน้าที่ ด้านนโยบาย กฎหมาย และระเบียบ ด้านคุณสมบัติและคุณลักษณะของผู้ตรวจสอบภายใน ด้านการปฏิบัติงาน ด้านการนำผลการตรวจสอบภายในไปปฏิบัติ และด้านการสนับสนุนของฝ่ายบริหาร 3) แนวทางการเพิ่มศักยภาพระบบการตรวจสอบภายในของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลภายใต้การปฏิรูปการศึกษา พบว่า ควรมีการกำหนดโครงสร้างและขอบเขตความรับผิดชอบของหน่วยงานตรวจสอบภายในในระดับกระทรวง กรม จังหวัด และเขตพื้นที่ให้ชัดเจนตามภารกิจของแต่ละระดับ รวมทั้งดูแลความก้าวหน้าสายงานตรวจสอบภายใน ควรกำหนดให้ผู้ตรวจสอบภายในได้รับค่าวิชาชีพหรือค่าตอบแทนพิเศษ และผู้บริหารควรให้ความสำคัญกับการปฏิบัติงานตรวจสอบภายใน และให้ผู้ตรวจสอบภายในมีความเป็นอิสระในการปฏิบัติงานตรวจสอบ รวมถึงการสนับสนุนให้มีความก้าวหน้าในสายงานตรวจสอบให้มีตำแหน่งเทียบเท่าหรือสูงกว่าหน่วยรับตรวจ นอกจากนี้ผู้บริหารของหน่วยรับตรวจควรให้เห็นความสำคัญให้ความร่วมมือ เน้นให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานให้ถูกต้องเป็นไปตามระเบียบ และนำข้อเสนอแนะจากรายงานผลการตรวจสอบไปปรับปรุงแก้ไข และถือปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบกำหนด