โครงการพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการที่ส่งผลต่อการนำมาตรฐานการศึกษาของชาติสู่การปฏิบัติ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อการวิจัยครั้งนี้ใช้การวิจัยจากพหุกรณีศึกษา (multi-case study) ด้วยวิธีการที่หลากหลาย (multi-instrument approach) มีวตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาและพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการของสถานศึกษาในการนำมาตรฐานการศึกษาของชาติสู่การปฏิบัติ ในบริบทที่หลากหลาย 2. ทดลองนำร่องนวัตกรรมการบริหารจัดการในสถานศึกษาที่มีบริบทใกล้เคียงกัน และ 3. จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย การศึกษาแบ่งเป็น 2 ระยะ ดังนี้ระยะที่ 1 ได้ดำเนินการ 1) ศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการนำมาตรฐานการศึกษาของชาติสู่การปฏิบัติในประเทศไทยและประเทศที่คัดสรร ผลการศึกษา พบว่า แนวโน้มของนวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษาของประเทศสิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศไทย แม้บริบทจะแตกต่างกันแต่มีนวัตกรรมการบริหารและจัดการสถานศึกษาที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ การกระจายอำนาจให้สถานศึกษามีอิสระในการบริหารตนเองมากขึ้น การจัดการเรียนการสอนเพื่อสร้างทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 การพัฒนา ชุมชนการเรียนรู้แห่งวิชาชีพ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอน และการบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนและให้ครู การมีโครงการนำร่องและวิจัยประเมินความสำเร็จรวมทั้งปัญหาอุปสรรคเพื่อขยายผลไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศ และ 2) การพัฒนารูปแบบนวัตกรรมการบริหารจัดการในสถานศึกษาที่มีบริบทแตกต่างหลากหลาย กลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 11 แห่ง เครื่องมือการวิจัยใช้แบบสำรวจข้อมูลการพัฒนานวัตกรรมบริหารจัดการ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ประเด็นคำถามการประชุมกลุ่มย่อย และแบบบันทึกข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูล จากการถอดบทเรียนการพัฒนารูปแบบนวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) และการสังเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า สถานศึกษาต้นแบบร่วมกับที่ปรึกษาในพื้นที่พัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการได้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพปัญหา ความต้องการจำเป็นของแต่ละโรงเรียน โดยนวัตกรรมทั้งหมด 11 รูปแบบ สามารถช่วยให้การบริหารจัดการสถานศึกษามีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาผู้เรียนให้เกิดผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ตามมาตรฐานการศึกษาของชาติ ระยะที่ 2 ได้ดำเนินการศึกษา 1) การทดลองนำร่องนวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษาในสถานศึกษาที่มีบริบทใกล้เคียงกันกลุ่มตัวอย่าง ใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ให้ได้สถานศึกษานำร่องที่มีบริบทใกล้เคียงกับสถานศึกษาต้นแบบหรือสถานศึกษาที่สนใจนวัตกรรมของสถานศึกษาต้นแบบ เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการสนทนากลุ่มย่อย และแบบสำรวจปัจจัย เก็บข้อมูลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติวิจัยสำหรับข้อมูลเชิงปริมาณ และใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) สำหรับข้อมูลที่ได้จากการถอดบทเรียนการทำงานจากโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ ผลการศึกษา พบว่า มีสถานศึกษาทดลองนำร่องนวัตกรรม จำนวน 47 แห่ง สามารถจัดแนวทางการทดลองนำร่องนวัตกรรมออกเป็น 4 แนวทาง ได้แก่ (1) แบบ พา-ทำ และมีส่วนร่วม (2) แบบเน้นความเป็น DOE จังหวัด ในเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Sandbox) (3) แบบใช้ OKRs Master Team และ (4) แบบให้แนวคิดและประชุมติดตาม และ 2) การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำมาตรฐานการศึกษาของชาติสู่การปฏิบัติในสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 356 ชุดข้อมูล เครื่องมือการวิจัยใช้แบบสำรวจปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำมาตรฐานการศึกษาของชาติสู่การปฏิบัติในสถานศึกษา (รูปแบบ Online) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป และใช้การวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูลจากการถอดบทเรียนการพัฒนานวัตกรรมและการทดลองนำร่องนวัตกรรม ผลการศึกษา พบว่า สถานศึกษาต่างสังกัด มีความคิดเห็นต่อความสำคัญของปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำมาตรฐานการศึกษาของชาติสู่การปฏิบัติในภาพรวมทุกด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สถานศึกษาในทุกภูมิภาคมีความเห็นที่สอดคล้องกันว่า ปัจจัยด้านกลยุทธ์ขององค์กรส่งผลต่อการนำมาตรฐานการศึกษาของชาติสู่การปฏิบัติในระดับมากและมากที่สุด ปัจจัยที่สนับสนุนให้การนำนวัตกรรมการบริหารมาปรับประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาได้อย่างเหมาะสมกับบริบท ได้แก่ ผู้บริหารมีความเป็นผู้นำทางวิชาการ ผู้นำการเปลี่ยนแปลง ปรับงานให้เหมาะสมกับต้นทุนที่มี ปัจจัยที่เป็นอุปสรรค พบว่า (1) นโยบายยังมีความไม่ชัดเจน (2) การบริหารงานมีความซับซ้อน แยกส่วน ภาระงานของครูมีจำนวนมาก งบประมาณไม่เพียงพอ (3) ผู้บริหาร ครูและบุคลากรบางส่วนยังขาดความรู้ความเข้าใจในมาตรฐานการศึกษาของชาติ (4) ขาดความร่วมมือจากภาคีต่าง ๆ และ (5) สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการนำมาตรฐานการศึกษาของชาติสู่การปฏิบัติในสถานศึกษา แบ่งเป็น 3 ระดับได้แก่ 1) ระดับนโยบาย กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวกับการจัดการศึกษา ควรศึกษารายละเอียดของ มาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ. 2561 และนำ กรอบผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของการศึกษา เป็นเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนทุกระดับและประเภทการศึกษา และมีการกำกับ ติดตามผลที่เป็นรูปธรรม 2) ระดับปฏิบัติ หน่วยงานต้นสังกัดระดับภาค ระดับพื้นที่ สำนักงานการศึกษาควรมีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อเป็นผู้รับผิดชอบในการประสานงานของหน่วยต่าง ๆ ทุกภาคส่วนในการดูแลช่วยเหลือ สนับสนุน และสะท้อนผลการประเมินผลในภาพรวม ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรให้เกิดความเข้าใจการสร้างคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนตามมาตรฐานการศึกษาของชาติ ศึกษานิเทศก์ควรส่งเสริมให้เกิดพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) และควรมีบทบาทในการเป็นพี่เลี้ยง/โค้ช ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการบริหารจัดการทางวิชาการ และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ควรให้การสนับสนุนองค์ความรู้ทางวิชาการ ทำการวิจัยร่วมกับสถานศึกษาเพื่อการยกระดับคุณภาพ ประสิทธิภาพของระบบการบริหารจัดการสถานศึกษา รวมทั้งพิจารณาเปิดหลักสูตรระยะสั้นเพื่อพัฒนาทักษะ (Upskill) และสร้างทักษะใหม่ (Reskill) ให้กับผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา 3) ระดับสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาให้ความสำคัญกับการกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนตามกรอบผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของการศึกษา เหมาะสมกับบริบท อัตลักษณ์ของโรงเรียน ใช้นวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษาที่มีประสิทธิภาพ เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง สร้างให้เกิดแหล่งเรียนรู้ เครือข่ายการเรียนรู้ และจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการเรียนรู้ และส่งเสริมให้มีการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง