การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเครือข่ายการนิเทศแบบมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้เรียนโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นฐานสำหรับสถานศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อ (1) ศึกษาสภาพและปัญหาของการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมในสถานศึกษา (2) สร้างและพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเครือข่ายการนิเทศแบบมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้เรียนโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นฐาน และ (3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการบริหารจัดการเครือข่ายการนิเทศแบบมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้เรียนโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นฐาน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึก และแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้ 1. ผลการศึกษาสภาพและปัญหาของการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมในสถานศึกษา ปรากฏผล ดังนี้ 1.1 ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันในการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมในสถานศึกษา พบว่า สภาพการดำเนินงานเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการคิดของโรงเรียนในปัจจุบันมีผลการดำเนินงานในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่ามีค่าเฉลี่ยการดำเนินงานเรียงลำดับจากมากไปน้อย ดังนี้ 1) การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่กระตุ้นทักษะการคิด 2) การกำหนดเป้าหมายการพัฒนา ทักษะการคิด 3) การจัดทำหลักสูตรบูรณาการที่ส่งเสริมทักษะการคิด อยู่ในระดับมาก และด้านที่อยู่ในระดับปานกลาง ประกอบด้วย 4) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิด 5) การจัดโปรแกรมเสริมหลักสูตรพัฒนาทักษะการคิด และ 6) การวัดและประเมินผลทักษะการคิด 1.2 ผลการศึกษาปัญหาของการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมในสถานศึกษา พบว่า 1) การกำหนดเป้าหมายการพัฒนาทักษะการคิด ควรส่งเสริม สนับสนุน และร่วมกันพัฒนาทักษะการคิดให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มต้นจากการร่วมกันกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาทักษะการคิดที่ชัดเจน 2) การจัดทำหลักสูตรบูรณาการที่ส่งเสริมทักษะการคิด ควรมีการเพิ่มพูนประสบการณ์ของครู ได้มีการจัดให้ไปศึกษาดูงาน จากแหล่งเรียนรู้ภายนอก 3) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิด ควรจัดหาครูเก่งมาสอนเสริมให้แก่นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษและมีการพัฒนาระบบการนิเทศภายในอย่างเป็นระบบ 4) การจัดโปรแกรมการพัฒนาทักษะการคิด ควรมีการพัฒนาทักษะ สนับสนุน และกระตุ้นให้ครูผู้สอนนำผลจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไปใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ ให้การพัฒนาทักษะและสนับสนุนให้ดำเนินการอย่างเป็นระบบ และสนับสนุนให้มีการดำเนินการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และ 5) การวัดและประเมินผลทักษะการคิด ควรมีการพัฒนาทักษะ สนับสนุน และกระตุ้นให้ครูผู้สอนนำผลจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไปใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพให้การพัฒนาทักษะและสนับสนุนให้ดำเนินการอย่างเป็นระบบ และสนับสนุนให้มีการดำเนินการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง 2. ผลการสร้างและพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเครือข่ายการนิเทศแบบมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้เรียนโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นฐาน ปรากฏผล ดังนี้ รูปแบบการบริหารจัดการเครือข่ายการนิเทศแบบมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้เรียนโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นฐาน มีองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ส่วน คือ (1) องค์ประกอบการพัฒนาของทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมที่ครอบคลุมกรอบภารกิจของการดำเนินงาน 6 ด้าน ประกอบด้วย (1.1) การกำหนดเป้าหมายการพัฒนาทักษะการคิด (1.2) การจัดทำหลักสูตรบูรณาการที่ส่งเสริมทักษะการคิด (1.3) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิด (1.4) การจัดโปรแกรมการพัฒนาทักษะการคิด (1.5) การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่กระตุ้นทักษะการคิด และ (1.6) การวัดและประเมินผลทักษะการคิด (2) การดำเนินงานร่วมกันของเครือข่ายการนิเทศภายใต้แนวคิดของการเป็นชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 8 ขั้นตอน ประกอบด้วย (2.1) จุดประกาย (2.2) ท้าทายความคิด (2.3) ร่วมจิตสร้างสรรค์ (2.4) แบ่งปันความรู้ (2.5) มุ่งสู่ การปฏิบัติ (2.6) เพิ่มความชัดด้วยการโค้ชชิ่ง (2.7) นำสิ่งที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ (2.8) เชิดชูเครือข่ายพัฒนาและต่อยอด (3) กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 5 องค์ประกอบ ดังนี้ (3.1) เปิดใจให้พร้อมรู้ (Open - mind) (3.2) คิดดูวิธีแก้ (Problem solving) (3.3) รู้แน่ด้วยการปฏิบัติ (Practice) (3.4) ประเมินวัดได้แนวคิด (Evaluate) และ (3.5) สะกิดต่อประยุกต์ใช้(Activate & Apply) และส่วน ที่ 4 ความสามารถของผู้เรียนที่สะท้อนทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม จำนวน 6 ผลลัพธ์ ประกอบด้วย (4.1) การตีความบริบท (Interpret) (4.2) การสร้างแนวคิด (Generate) (4.3) การร่วมมือกับผู้อื่น (Collaborate) (4.4) การสะท้อนแนวคิด (Reflective) (4.5) การนำเสนอแนวคิด (Represent) และ (4.6) การประเมินความสำเร็จ (Evaluate) 3. ผลการใช้รูปแบบการบริหารจัดการเครือข่ายการนิเทศแบบมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้เรียนโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นฐาน ปรากฏผลดังนี้ 3.1 ความรู้ ความเข้าใจของครูเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้เรียน โดยภาพรวมครูทั้งหมดมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้เรียนอยู่ในระดับดีมาก และครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้เรียนก่อนและหลังการอบรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ความเข้าใจของครูหลังการอบรมสูงกว่าค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ความเข้าใจของครูก่อนการอบรม 3.2 ความสามารถของครูเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการพัฒนาทักษะ การคิดเชิงนวัตกรรมของผู้เรียน โดยรวมอยู่ในระดับดี ครูทุกคนมีระดับความสามารถในการจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า หัวข้อที่ครูมีระดับความสามารถสูงสุดเท่ากัน คือ การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้เรียนในเรื่อง การระบุสาระสำคัญ และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในเรื่องการจัดกิจกรรมขั้นสอน ส่วนหัวข้อที่มีระดับความสามารถต่ำสุด คือ การจัดทำแผนการจัด การเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้เรียน ในเรื่องการระบุสื่อ/นวัตกรรม 3.3 คะแนนความสามารถในการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้เรียน มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 9.68 คิดเป็นร้อยละ 38.72 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 16.12 คิดเป็นร้อยละ 64.48 คะแนนความสามารถก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการคิดเชิงนวัตกรรมหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการคิดเชิงนวัตกรรมก่อนการจัดการเรียนรู้ 3.4 ความพึงพอใจของครูและนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้เรียน 1) ความพึงพอใจของครู โดยรวมอยู่ในระดับมาก ข้อที่มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจสูงสุด คือ การนิเทศเกิดประโยชน์ต่อครูในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน รองลงมาเท่ากัน คือ กิจกรรมต่าง ๆ ในการนิเทศเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้เรียนมีความเหมาะสม , แผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างตามกรอบการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมมีความสอดคล้อง เหมาะสมกับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้เรียน และ ระยะเวลาที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้เรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสม แต่ก็ยังอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจ อยู่ในระดับต่ำสุด คือ การจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้เรียนสามารถจัดได้ในนักเรียนทุกระดับชั้นซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง 2) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า หัวข้อที่มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจสูงสุด คือ ได้รับความท้าทายและสนุกสนาน อยู่ในระดับมาก รองลงมา คือ ช่วยเพิ่มความตั้งใจในการเรียน เกิดความภาคภูมิใจในความสามารถของตนเอง และได้รับคำปรึกษาแนะนำที่ดี จากครู ผู้อื่น ตามลำดับ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในระดับมาก ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจ อยู่ในระดับต่ำสุด คือ ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดกิจกรรม โดยอยู่ในระดับ ปานกลาง ผลการวิจัยชี้ว่า รูปแบบการบริหารจัดการเครือข่ายการนิเทศแบบมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของผู้เรียนโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นฐาน มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้จริง