การพัฒนาตัวบ่งชี้ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมของนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมของนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และพัฒนาโมเดลการวัดทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมของนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสมผสานวิธี (Mixed Methods Research) แบบแผนขั้นตอนเชิงสำรวจ (Exploratory Sequential Design) การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะแรกเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากนักเรียนและครูผู้สอน การสัมภาษณ์กลุ่ม (Group Interview) จากผู้บริหาร ครูผู้สอน และนักเรียน สังเกตการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูเพื่อจัดกลุ่มและสังเคราะห์พฤติกรรมสำคัญที่จะพัฒนาเป็นตัวบ่งชี้ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมของนักเรียน แล้วนำตัวบ่งชี้ที่ได้ไปพัฒนาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ 9 คน และครูผู้สอน 25 คน ระยะที่สองเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เพื่อพัฒนาโมเดลการวัดทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม โดยใช้การตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย นักเรียนประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1,250 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multistage Random Sampling) และใช้การตรวจสอบความตรงตามเกณฑ์สัมพันธ์ (Criterion Related Validity) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน 250 คน สุ่มจากห้องเรียนพิเศษกับห้องเรียนปกติในโรงเรียนที่ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามชนิดมาตรประมาณค่า 5 ระดับ การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS และใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสองโดยใช้โปรแกรมลิสเรล สรุปผลการวิจัย ได้ดังนี้ 1. ตัวบ่งชี้ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมของนักเรียน มีจำนวน 7 ตัวบ่งชี้ 25 พฤติกรรม ดังนี้ ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา จำนวน 3 ตัวบ่งชี้ 9 พฤติกรรม ได้แก่ ตัวบ่งชี้ที่ 1 นักเรียนมีความสามารถคิดอย่างเป็นเหตุและผล ตัวบ่งชี้ที่ 2 นักเรียนมีความสามารถในการประเมินและตัดสินใจ ตัวบ่งชี้ที่ 3 นักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหา ทักษะการสื่อสารและความร่วมมือ จำนวน 2 ตัวบ่งชี้ 8 พฤติกรรม ได้แก่ ตัวบ่งชี้ที่ 4 นักเรียนมีความสามารถในการสื่อสารอย่างชัดเจน ตัวบ่งชี้ที่ 5 นักเรียนมีความสามารถในการร่วมมือรวมพลังกับผู้อื่น ทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรม จำนวน 2 ตัวบ่งชี้ 8 พฤติกรรม ได้แก่ ตัวบ่งชี้ที่ 6 นักเรียนมีความสามารถในการสร้างนวัตกรรม ตัวบ่งชี้ที่ 7 นักเรียนมีความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ ตัวบ่งชี้และพฤติกรรมมีความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.67-0.89 และมีความเป็นตัวแทนของทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม 2. ผลการสำรวจระดับทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมของนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า โดยภาพรวมนักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 3.71 อยู่ในระดับมาก (SD=0.55) เมื่อพิจารณาทักษะรายด้าน ด้านทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (Mean=3.61, SD=0.58) ด้านทักษะการสื่อสารและความร่วมมือ มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (Mean=3.76, SD=0.61) ด้านทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรม มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (Mean=3.75, SD=0.60) 3. โมเดลการวัดทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมของนักเรียน ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบได้แก่ ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา (CTP) ทักษะการสื่อสารและความร่วมมือ (CMC) ทักษะการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (CTI) มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบในรูปคะแนนมาตรฐานอยู่ระหว่าง 0.93 ถึง 0.98 และสามารถอธิบายทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ได้ร้อยละ 87.0 ถึง 96.0 3.1 คุณภาพด้านความตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) พบว่า โมเดลการวัดทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมด้านมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่าสถิติวัดระดับความกลมกลืนระหว่างโมเดลกับข้อมูลเชิงประจักษ์มีความสอดคล้องกัน (p-value = 0.21) ค่าสถิติไคสแควร์ (x^2) เท่ากับ 10.88 ที่องศาแห่งความเป็นอิสระ เท่ากับ 8 ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืนยอมรับได้ (GFI=0.98 , AGFI=0.96) ความคลาดเคลื่อนมาตรฐานอยู่ในระดับยอมรับได้ (SRMR=0.01) ค่าดัชนีรากที่สองของค่าเฉลี่ยของการประมาณค่าความคลาดเคลื่อน (RMSEA) เท่ากับ 0.02 แสดงหลักฐานบ่งชี้ว่า โมเดลการวัดทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมของนักเรียนมีความตรงเชิงโครงสร้าง ที่สามารถนำตัวบ่งชี้ที่พัฒนาขึ้นไปใช้ในการสร้างเป็นเครื่องมือวัดและประเมินได้ 3.2 คุณภาพด้านความตรงตามเกณฑ์สัมพันธ์ (Criterion-Related Validity) พบว่า คะแนนทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมกับเกรดเฉลี่ยสะสม (Grade Point Average-GPAX) ที่ใช้เป็นเกณฑ์ภายนอก มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แสดงถึงโมเดลการวัดที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพด้านความตรงตามเกณฑ์สัมพันธ์ และยังพบหลักฐานบ่งชี้ว่า ตัวบ่งชี้ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทั้งคะแนนรวมและคะแนนรายตัวบ่งชี้ระหว่างนักเรียนที่เรียนห้องเรียนพิเศษที่เน้นด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์กับห้องเรียนปกติแสดงให้เห็นถึงหลักฐานความตรงเชิงจำแนก (Discriminant Validity) 3.3 คุณภาพด้านความเที่ยงของตัวบ่งชี้ พบว่า สัมประสิทธิ์ความเที่ยงของตัวบ่งชี้พิจารณาจากค่า R2 พบว่า ตัวบ่งชี้มีสัมประสิทธิ์ความเที่ยงอยู่ระหว่าง 0.57 – 0.77 และตัวบ่งชี้ทั้ง 7 ตัวบ่งชี้มีความเที่ยงแบบสอดคล้องภายใน (Internal Consistency) ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ 0.95 แสดงว่าทุกตัวบ่งชี้สามารถอธิบายทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมได้อยู่ในระดับดี