Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2551

การศึกษาอัตราการรับประทานยาผสมอาร์ติซูเนต-เมฟโฟลควินครบในพื้นที่ที่มีเชื้อมาลาเรียฟัลซิพารั่มชนิดที่ดื้อยาหลายขนาน

นางคนึงนิตย์ คงพ่วง กรมควบคุมโรค พ.ศ. 2551

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

ในปี เศ 25552 โครงการควมใช้มาลาลียของประหไทยได้เลื่อนโอนายบายการา ผู้ป่วยมาลาเรียชนิดฟัลชิพารั่มจากยาผสมอาร์ติซูเนต-เมฟโฟลควิน ระยะเวลาการให้ยา 2 วัน (อาร์ติซูเนต 600 มก. เมฟโฟลควิน 1,250 มก. และ ไพรมาควิน 30 มก.) เป็น 3 วันในขนขนาดเดิม การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราการรับประทานยาครบของขนานยาที่ปรับเปลี่ยนใหม่นี้ วิธีการประกอบด้วยการวัดระดับยาเมฟโฟลควินและไพรมาควินในกระแสเลือดผู้ป่วยในวันถัด จากรับประทานยามื้อสุดท้ายแล้ว คือวันที่ 3 หลังจากวันที่รับผู้ป่วย (วันที่ 0) เปรียบเทียบระดับยากับ pharmacokinetic profile ของยาผสมอาร์ติซูเนต-เมฟโฟลควินและตัดสินการได้รับประทานยาครบ หรือไม่จาก pharmacokinetic profile ของขนานยา ประชากรตัวอย่างคือผู้ป่วยมาลาเรียฟัลซิพารั่มที่ไม่มีอาการรุนแรงหรืออาการแทรกซ้อน ที่มา รับบริการที่มาลาเรียคลินิก สังกัดศูนย์ควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลงที่ 9.3 อ. แม่สอด จ. ตาก จำนวน 240 ราย ผู้ป่วยได้รับการรักษาตามวิธีปกติของมาลาเรียคลินิก แต่จะถูกเจาะเลือดก่อนได้รับยารักษา และขอให้มารับการเจาะเลือดในวันถัดจากวันที่ผู้ป่วยได้รับประทานยามื้อสุดท้าย (วันที่ 3) ผลการศึกษาพบว่าร้อยละ 35 5ของผู้ป่วยที่มารับการรักษาได้รับยาเมพ์โพลดวินหรือไพรอโพรรมา ควินก่อนมารับการรักษาในครั้งนี้ ค่าเฉลี่ยระดับยา เมฟโฟลควินที่ Day 3 เท่ากับ 2,157 นก./มล. (95% confidence interval เท่ากับ 1,977 และ 2,353 นก./มล.) ค่าต่ำสุดและสูงสุดเท่ากับ 27 นก./มล. และ 10,965 นก./มล. ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) เท่ากับ 1,295 นก./มล. พบผู้ป่วย 8 ราย (ร้อยละ 3.7) เป็นผู้ป่วยที่มีระดับยาเมฟโฟลควินที่ Day 3 ต่ำกว่าระดับยาที่ควรจะเป็น ซึ่งหมายถึงผู้ป่วย รับประทานยาเมฟโฟลควินไม่ครบขนาด หรือผู้ป่วยมีความผิดปกติของเกสัชจลนศาสตร์ของยา เมฟโฟลควิน มีผู้ป่วย 3 ราย ที่ตรจไม่ทนระดับยาไพร มาควิน ณ วันที่ 3 แต่ทั้ง 3 3 3 รายที่ตาจพบยา เมฟ โฟลควินระดับสูง ดังนั้นผู้ป่วยทั้ง 3 รายจึงไม่น่าจะไม่รับประทานยาครบ แต่อาจเกิดจากขับยาออก จากร่างกายเร็ว หรือผู้ป่วยมารับการเจาะเลือดในวันที่ 3 ช้า ทำให้ตรวจไม่พบยาไพรมาควินซึ่งเป็นยาที่ มีค่าครึ่งชีวิตสั้น การศึกษาครั้งทำให้พราบว่าอัตราการรับประทานยาผยาร์ที่รุแมตงแลฟโพสควินชนานที่เริ่ม เวลาเป็น 3 วัน มีอัตราการรับประทานยาครบสูงถึงร้อยละ 96.3 เป็นที่น่าพอใจสำหรับนโยบายการใช้ ยาผสมอาร์ติซูเนต-เมฟโฟลควินขนานนี้

คำสำคัญ

MalariaมาลาเรียDrug complianceartesunateการรับประทานยาครบอาร์ติซูเนต

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

วิวัฒนาการยารักษาโรคมาลาเรีย

วิรงค์รอง เจียรกุล มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2560

การศึกษาภาวะไตวายเฉียบพลันในโรคมาลาเรียชนิดรุนแรง

พรรณเพ็ญ วิริยเวชกุล มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2557

การเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติของค่าพารามิเตอร์ทางโลหิตวิทยา ในการติดเชื้อมาลาเรีย

มนัส โคตรพุ้ย พ.ศ. 2559

อัตราการติดเชื้อพลาสโมเดียมโนวลิไซด์ในยุงก้นปล่อง คน ลิง และ ค่าง ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน

สกุลทิพย์ เอมสกุล สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 พ.ศ. 2554

ภูมิตอบสนองต่อเชื้อมาลาเรียชนิดพลาสโมเดียมไวแวกซ์ : กรณีศึกษาเปรียบเทียบระหว่างคนไข้ในประเทศไทยและประเทศจีน

รัชนีย์ อุดมแสงเพ็ชร มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2553

การทำนายระยะเวลายาคลอโรควิน เมโฟลควีน ฮาโลแฟนทรีน และอาร์เทซูเนท สำหรับผลจากการฆ่าเชื้อมาลาเรียในเลือด โดยใช้แบบจำลองคณิตศาสตร์ของ มาลาเรียที่มีระบบภูมิคุ้มกัน

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2560

การติดเชื้อมาลาเรียชนิดรุนแรงจากพลาสโมเดียม ไวแวกซ์

ฐิติวัฒน์ ช่างประดับ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า พ.ศ. 2557

การศึกษาชีววิทยาระดับโมเลกุลของจีน pfmrp1 และ pfhdac1 ต่อการดื้อยาอาร์ติซูเนตและเมฟโฟลควินของเชื้อมาลาเรียชนิดฟัลซิพารัม

วรรณา ชัยเจริญกุล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2557

การศึกษาระบาดวิทยาเชิงชีวโมเลกุลของการดื้อยาของเชื้อมาลาเรียในคนในแถบภูมิภาคเอเชีย (ชื่อข้อเสนอการวิจัยเดิม : การศึกษาระบาดวิทยาเชิงชีวโมเลกุลของการดื้อยาของเชื้อมาลาเรียในคนในแถบภูมิภาคเอเชีย)

มัลลิกา อิ่มวงศ์ มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2558

การศึกษาฤทธิ์ต้านมาลาเรียจากหัวข้าวเย็นเหนือและหัวข้าวเย็นใต้

เกศรา ณ บางช้าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2560