Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2564

การศึกษาประสิทธิภาพของยาไอเวอร์เมคตินเปรียบเทียบกับยาไฮด้อกซี่คลอโรควินร่วมกับดารุนาเวียร์/ริโตนาเวียร์ในการลดระยะเวลาการแพร่เชื้อจากสารคัดหลั่งทางเดินหายใจของผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่ไม่แสดงอาการ

ยุพิน ศุพุทธมงคล สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) พ.ศ. 2564

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

การวิจัยแบบสุ่ม ไม่ปกปิด ในผู้ติดเชื้อ SARS-CoV-2 ซึ่งไม่มีอาการหรือมีอาการไม่รุนแรง เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของยาไอเวอร์เมคตินขนาดสูง (600 ไมโครกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม) วันละครั้งนาน 3 วัน (กลุ่ม A) จำนวน 57 ราย กับยาไฮด้อกซี่คลอโรควินและยาดารุนาเวียร์/ริโตนาเวียร์ (กลุ่ม B) ร่วมกันนาน 5 วัน จำนวน 56 ราย โดยมียาซิงค์ซัลเฟตเป็นยาเสริมทั้ง 2 กลุ่ม การวิจัยนี้ดำเนินการรับผู้ติดเชื้อเข้าร่วมโครงการระหว่างเดือนธันวาคม 2563 ถึงเดือนเมษายน 2564 ผลทางคลินิกพบว่า ยาทั้งหมดที่ใช้ในการรักษาผู้ติดเชื้อมีความปลอดภัย พบอาการข้างเคียงไม่แตกต่างกันในสองกลุ่ม (4 ครั้งในกลุ่ม A และ10 ครั้งในกลุ่มB ตามลำดับ) แต่มีผู้ติดเชื้อในกลุ่มB จำนวน 2 รายถอนตัวจากการวิจัย เนื่องจากอาการข้างเคียงคือ อาเจียน 1 รายและมีผื่นคันตามตัว 1 ราย ผลการติดตามอาการทางคลินิกพบ ผู้ติดเชื้อ 3 ราย (กลุ่ม A จำนวน 2 รายและกลุ่มB จำนวน 1 ราย) ที่มีอาการแย่ลงและได้รับการรักษาด้วยยาฟาวิพิราเวียร์ ผู้ติดเชื้อทุกรายกลับจากโรงพยาบาลได้ตามกำหนดกักตัวและอาการปกติเมื่อมาติดตามการรักษาหลังครบเวลากักตัวที่บ้านผลการศึกษาทางไวรัสวิทยาพบว่า ไวรัส SARS-CoV-2 ที่พบเป็นสายพันธุ์ B.1.36.16 ทั้งหมด ยกเว้นมีสายพันธุ์แอลฟา (B.1.1.7) เพียง 7 รายจากผู้ร่วมโครงการในเดือนเมษายน 2564 แต่พบว่า มีผู้ติดเชื้อซึ่งตรวจไม่พบเชื้อจาก RT-PCR แล้วจำนวน 29 รายก่อนการรักษา (13 รายและ 16 รายในกลุ่มA และกลุ่มB ตามลำดับ) ในกลุ่มที่ยังพบเชื้อด้วย RT- PCR ก่อนการรักษา ค่าเฉลี่ย Ct of N gene ไม่แตกต่างกัน มีผู้ติดเชื้อ18 ราย พบเชื้อ SARS-CoV-2 ได้จากการเพาะเชื้อก่อนการรักษา (กลุ่ม A และกลุ่ม B จำนวน10 รายและ 8 รายตามลำดับ) โดยพบค่า mean (SD) ของ Ct of N gene = 22.54 (2.76) โดยรายที่เพาะเชื้อได้มีค่า Ct of N gene ต่ำสุดคือ 13.99 และรายที่มีค่า Ct of N gene สูงสุดคือ 35.99 ผู้ติดเชื้อกลุ่มนี้ไม่มีรายใดที่เพาะเชื้อได้ซ้ำหลังการรักษา อย่างไรก็ตามมีผู้ติดเชื้อฯ 2 รายในกลุ่ม A ซึ่งเพาะเชื้อไม่ได้ก่อนการรักษาแต่เพาะเชื้อได้หลังเริ่มการรักษา 5 วัน โดยผู้ติดเชื้อ1 รายเพาะเชื้อได้ 2 ครั้งหลังการรักษา 5 และ 7 วันตามลำดับ การวิเคราะห์แบบ modified intention to treat พบว่า ระยะเวลาเฉลี่ยหลังการคัดกรองก่อนการกักตัวจนพบ Ct of N gene undetected / มากกว่า 30 ของทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน (6 วัน 95%CI 5.3- 6.7 วัน และ 7 วัน 95%CI 5.4- 8.6 วันในกลุ่มA และกลุ่มB ตามลำดับ P= 0.419) โดยสรุปผลการศึกษาครั้งซึ่งพบว่า ผู้ติดเชื้อทั้งสองกลุ่มมีระยะเวลาการพบเชื้อในปริมาณที่น่าจะไม่แพร่กระจายเชื้อได้แล้วหลังการรักษาประมาณ 1 สัปดาห์ไม่แตกต่างกัน โดยไม่มีหลักฐานว่า ยาที่ใช้รักษาในกลุ่ม B ซึ่งเป็นกลุ่มควบคุมมีประสิทธิภาพ และพบหลักฐานการเพาะเชื้อ SARS-CoV-2 ได้หลังผู้ติดเชื้อได้รับการรักษาด้วยยาไอเวอร์เมคติน ร่วมกับผลการศึกษาทางคลินิกขนาดใหญ่ซึ่งเพิ่งตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ สรุปได้ว่า ยาไอเวอร์เมคตินน่าจะไม่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคโควิด 19

คำสำคัญ

HydroxychloroquineIvermectinSARS-CoV2Ritonavirdarunavirดารุนาเวียร์ยาไอเวอร์เมคตินยาไฮด้อกซี่คลอโรควินริโตนาเวียร์

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การศึกษาทางด้านเภสัชจลนศาสตร์ ประสิทธิผล ความปลอดภัย และความทนทานต่อยาโลพินาเวียร์/ยาริโทนาเวียร์ขนาดมาตรฐานร่วมกับยาไรฟาบูตินขนาด 150 มิลลิกรัมต่อวัน (ขนาดมาตรฐาน) หรือขนาด 300 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อสัปดาห์ (ขนาดต่ำ) ในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่เป็นวัณโรค

กมล แก้วกิติณรงค์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2559

การศึกษาทางด้านเภสัชจลนศาสตร์ ประสิทธิผล ความปลอดภัย และความทนทานต่อยาโลพินาเวียร์/ยาริโทนาเวียร์ขนาดมาตรฐานร่วมกับยาไรฟาบูตินขนาด 150 มิลลิกรัมต่อวัน (ขนาดมาตรฐาน) หรือขนาด 300 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อสัปดาห์ (ขนาดต่ำ) ในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่เป็นวัณโรค

ผศ.นพ.กมล แก้วกิติณรงค์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2560

Center33การศึกษานําาร่องของประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการใช้ยาโลปินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ขนาดมาตรฐาน ร่วมกับยานอนนิวคลิโอไซด์รีซิสเทนหนึ่งตัวและยานิวคลิโอไซด์รีซิสเทนหนึ่งตัวในผู้ป่วยเอชไอวีผู้ใหญ่ที่คุมไวรัสได้ดี

มาลี เตชพรรุ่ง โรงพยาบาลพระปกเกล้า พ.ศ. 2560

การศึกษาวิจัยเปรียบเทียบผลการรักษาระหว่างกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยา Efavirenz-based ตั้งแต่เริ่มต้นกับกลุ่มผู้ป่วยที่ได้ยา Efavirenz-based และมีประวัติการแพ้ยา nevirapine มาก่อน

กฤตเตโช สิริภัสสร กรมควบคุมโรค พ.ศ. 2553

การศึกษาเปรียบเทียบการตอบสนองทางไวรัส ทางอิมมูนและผลข้างเคียงระยะยาวของยาต้านไวรัสสูตรที่มีเนวิราพีนในผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสเอชไอวีที่เคยได้รับยาไรแฟมปิซินและไม่ได้รับยาไรแฟมปิซิน

นพ. วีรวัฒน์ มโนสุทธิ กรมควบคุมโรค พ.ศ. 2552

การศึกษาความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการอบไอน้ำสมุนไพรในผู้ป่วยหลังการติดเชื้อ โควิด-19

ดร.ปรัชญา เพชรเกตุ พ.ศ. 2567

การศึกษาประสิทธิภาพของการใช้ยา Nevirapine ขนาด 400 มิลลิกรัมวันละครั้งในผู้ป่วยโรคติดเชื้อ เอชไอวีผู้ใหญ่ที่ควบคุมปริมาณไวรัสเอชไอวีได้ดีในโรงพยาบาลพระปกเกล้า

มาลี เตชพรรุ่ง โรงพยาบาลพระปกเกล้า พ.ศ. 2563

การพัฒนาฐานข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพของสารออกฤทธิ์ในสมุนไพรไทยบางชนิดสำหรับการยับยั้งโรคโควิด 19

พนิตา ก้งซุ่น มหาวิทยาลัยทักษิณ พ.ศ. 2564

การพัฒนาสารสกัดมาตรฐานกระชายและฟ้าทะลายโจรเพื่อการป้องกันการติดเชื้อ SARS-CoV-2 ในโมเดลแฮมสเตอร์

รองศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรพิสิฐ เขมาวุฆฒ์ พ.ศ. 2566

โครงการการใช้ยาฟาวิพิราเวียร์เทียบกับการรักษาแบบประคับประคองในผู้ป่วยโควิด 19 ที่มีอาการไม่หนักและยังไม่มีภาวะปอดอักเสบ

รุจิภาส สิริจตุภัทร สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) พ.ศ. 2565