Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2559

การศึกษาทางด้านเภสัชจลนศาสตร์ ประสิทธิผล ความปลอดภัย และความทนทานต่อยาโลพินาเวียร์/ยาริโทนาเวียร์ขนาดมาตรฐานร่วมกับยาไรฟาบูตินขนาด 150 มิลลิกรัมต่อวัน (ขนาดมาตรฐาน) หรือขนาด 300 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อสัปดาห์ (ขนาดต่ำ) ในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่เป็นวัณโรค

กมล แก้วกิติณรงค์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2559

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

บทนำ: ยาไรแฟมปิซินสามารถกระตุ้นเอนไซม์ไซโตโครม P450 ได้ซึ่งทำให้ระดับยาโลพินาเวียร์ลดลงอย่างมากเมื่อให้ยาคู่กันจึงมีคำแนะนำให้ใช้ยาไรฟาบูตินแทนไรแฟมปิซินเมื่อต้องใช้คู่กับยาโลพินาเวียร์อย่างไรก็ตามขนาดยาไรฟาบูตินที่แนะนำอาจไม่เพียงพอ จุดประสงค์หลักของการศึกษานี้คือเพื่อเปรียบเทียบค่าเภสัชจลนศาสตร์ของยาไรฟาบูตินขนาด 150 มก. วันละครั้งกับ 300 มก. สามครั้งต่อสัปดาห์เมื่อให้คู่กับยาโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ขนาด 400/100 มก. วันละสองครั้ง ในผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ร่วมกับวัณโรค วิธีการวิจัย: การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบสุ่มซึ่งไม่ปกปิดทั้งผู้วิจัยและผู้ร่วมการศึกษาโดยแบ่งผู้ป่วยเป็น 2 กลุ่ม เป็นการศึกษาทางเภสัชจลนศาสตร์ และประสิทธิภาพของยาที่ 48 สัปดาห์หลังการรักษา ในผู้ป่วยชาวไทยที่ติดเชื้อ HIV ร่วมกับวัณโรค การศึกษานี้จะวัดค่าเภสัชจลนศาตร์ของยาไรฟาบูตินก่อนและหลังให้ยาไรฟาบูตินร่วมกับยาโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ระหว่าง 2 ถึง 8 สัปดาห์ โดยวิธี high performance liquid chromatography (HPLC) และ และ LC-MS/MS (Liquid Chromatograph-Mass spectrometer) ผลการศึกษา: ผู้ร่วมการศึกษาทั้งหมด34 ราย แต่ที่ได้การรักษาครบ48สัปดาห์และมีผลการตรวจระดับยาแล้ว 21 รายดังนั้นรายงานนี้ได้รวบรวมข้อมูลคนไข้จำนวน 21 ราย โดย 10 รายได้รับยาไรฟาบูตินขนาด 150 มก. วันละครั้งและ 11 รายได้รับยาไรฟาบูตินขนาด 300 มก. สามครั้งต่อสัปดาห์ค่าชีวปริมาณออกฤทธิ์ (AUC) ของยาไรฟาบูติน ขนาด 150 มก. วันละครั้งร่วมกับยาโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์สูงกว่าเมื่อให้ยาไรฟาบูตินตัวเดียวร้อยละ 41.9 แต่ผู้ป่วยที่ได้ยา ไรฟาบูตินขนาด 300 มก. สามครั้งต่อสัปดาห์ร่วมกับยาโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์นั้นมีAUC สูงกว่าเมื่อให้ยาไรฟาบูตินตัวเดียวร้อยละ 145.2 หลังจากให้ยาไรฟาบูตินร่วมกับยาโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์นาน 2-8 สัปดาห์พบว่าค่าเฉลี่ยเลขคณิต (สัมประสิทธิ์ความผันแปร) ของค่าความเข้มข้นสูงสุด (Cmax) ของยาไรฟาบูตินทั้งสองขนาดมีค่าใกล้เคียงกัน [0.65 (36%) เทียบกับ 0.82 (30%) มก./ล.] ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (สัมประสิทธิ์ความผันแปร) ของค่าชีวปริมาณออกฤทธิ์ (AUC) ของยาไรฟาบูตินขนาด 300 มก. สามครั้งต่อสัปดาห์สูงกว่าขนาด 150 มก. วันละครั้งถึงร้อยละ 72.7 [15.5 (43%) เทียบกับ 8.97 (37%) มก.ชม./ล.] ค่าทางเภสัชจลนศาตร์ของยาโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์นั้นอยู่ในระดับรักษา (therapeutic level) โดยระดับยาก่อนให้ยาครั้งถัดไป [trough concentration (C0)], ระดับยาสูงสุด [peak concentrations (Cmax)], ระดับยาต่ำสุด [minimum concentrations (Cmin)] และระดับยาเฉลี่ย [average concentrations (Cave)] ของผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มนั้นใกล้เคียงกัน ค่าเฉลี่ยของ C0 ของยาโลพินาเวียร์ในผู้ป่วยที่ได้ยาไรฟาบูติน 150 มก. วันละครั้งและ 300 มก.สามครั้งต่อสัปดาห์เป็น 8.709 เทียบกับ 10.473 มคก./มล., ค่าเฉลี่ย Cmax เป็น 13.455 เทียบกับ 14.027 มคก./มล., ค่าเฉลี่ย Cmin เป็น 5.287 เทียบกับ 4.155 มคก./มล.และค่าเฉลี่ย Cave เป็น 9.695 เทียบกับ10.252 มคก./มล. พบการอักเสบของยูเวีย (Uveitis) ในผู้ป่วย 2 รายโดยทั้งคู่ได้รับไรฟา บูติน 300 มก. สามครั้งต่อสัปดาห์ สรุปผล: การศึกษานี่เสนอว่ายาไรฟาบูตินขนาด 150 มก. วันละครั้งควรเป็นขนาดที่แนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยชาวไทยเมื่อต้องใช้ยาชนิดนี้ร่วมกับยาโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ นอกจากนี้ยังพบว่ายาโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ขนาด 400/100 มก.วันละสองครั้งสามารถให้ระดับยาในเลือดที่เพียงพอเมื่อให้ร้วมกับยาไรฟาบูตินทั้งสองขนาด

คำสำคัญ

วัณโรคผู้ติดเชื้อเอชไอวีTBHIV Infected patientsLopinavir/Ritonavirrifabutinยาต้านไวรัสโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ยาไรฟาบูติน

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การศึกษาทางด้านเภสัชจลนศาสตร์ ประสิทธิผล ความปลอดภัย และความทนทานต่อยาโลพินาเวียร์/ยาริโทนาเวียร์ขนาดมาตรฐานร่วมกับยาไรฟาบูตินขนาด 150 มิลลิกรัมต่อวัน (ขนาดมาตรฐาน) หรือขนาด 300 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อสัปดาห์ (ขนาดต่ำ) ในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่เป็นวัณโรค

ผศ.นพ.กมล แก้วกิติณรงค์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2560

การศึกษาประสิทธิภาพของการใช้ยา Nevirapine ขนาด 400 มิลลิกรัมวันละครั้งในผู้ป่วยโรคติดเชื้อ เอชไอวีผู้ใหญ่ที่ควบคุมปริมาณไวรัสเอชไอวีได้ดีในโรงพยาบาลพระปกเกล้า

มาลี เตชพรรุ่ง โรงพยาบาลพระปกเกล้า พ.ศ. 2563

การศึกษาประสิทธิภาพของยาไอเวอร์เมคตินเปรียบเทียบกับยาไฮด้อกซี่คลอโรควินร่วมกับดารุนาเวียร์/ริโตนาเวียร์ในการลดระยะเวลาการแพร่เชื้อจากสารคัดหลั่งทางเดินหายใจของผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่ไม่แสดงอาการ

ยุพิน ศุพุทธมงคล สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) พ.ศ. 2564

การศึกษาประสิทธิภาพของการใช้ยา Efavirenz 400 มิลลิกรัมร่วมกับยานิวคลีโอไซด์ 2 ชนิด ในผู้ป่วยเอชไอวีผู้ใหญ่ที่ควบคุมปริมาณเชื้อไวรัสเอชไอวีได้ดีในโรงพยาบาลพระปกเกล้า

มาลี เตชพรรุ่ง โรงพยาบาลพระปกเกล้า พ.ศ. 2562

เภสัชจลนศาสตร์ของยาต้านไวรัสราลเทกราเวียร์ขนาดต่ำในผู้ติดเชื้อเอชไอวี

จินตนาถ อนันต์วรณิชย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2556

การศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ประชากร-เภสัชพันธุศาสตร์ของยาเอทาซานาเวียร์/ริโทนาเวียร์เพื่อหาขนาดยาที่เหมาะสมในผู้ป่วยไทยติดเชื้อเอชไอวี

บราลี ปัญญาวุธโธ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2560

การศึกษาวิจัยเปรียบเทียบผลการรักษาระหว่างกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยา Efavirenz-based ตั้งแต่เริ่มต้นกับกลุ่มผู้ป่วยที่ได้ยา Efavirenz-based และมีประวัติการแพ้ยา nevirapine มาก่อน

กฤตเตโช สิริภัสสร กรมควบคุมโรค พ.ศ. 2553

Center33การศึกษานําาร่องของประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการใช้ยาโลปินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ขนาดมาตรฐาน ร่วมกับยานอนนิวคลิโอไซด์รีซิสเทนหนึ่งตัวและยานิวคลิโอไซด์รีซิสเทนหนึ่งตัวในผู้ป่วยเอชไอวีผู้ใหญ่ที่คุมไวรัสได้ดี

มาลี เตชพรรุ่ง โรงพยาบาลพระปกเกล้า พ.ศ. 2560

ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณยาโดยเฉลี่ย สำาหรับการรักษาต่อวันต่อ 1000 รายคนไข้-วัน ของยาต้านุจลชีพและอัตราดื้อยาของเชื้อ P. aeruginosa และ A. baumannii : กรณีศึกษาโรงพยาบาลหัวหิน

วิชัย สันติมาลีวรกุล มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2559

การประเมินความเหมาะสมของขนาดยากาบาเพนตินที่ใช้ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช

ธนะวิชช์ ปานน้อย พ.ศ. 2561