กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
โครงการวิจัยนี้ทำการศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีน CYP2A6 CYP2B6 และ UGT1A9 ต่อการตอบสนองต่อยาผสมระหว่างอาร์ติซูเนต-เมฟโฟลควิน ในผู้ป่วยมาลาเรียฟัลซิพารัมชนิดไม่รุนแรง ชาวพม่า จำนวน 71 คน จากผลการทดลองพบว่าความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีน CYP2A6 และ CYP2B6 น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับระดับยาอาร์ติซูเนต/ไดไฮโดรอาร์ติมิซินินและการตอบสนองต่อการรักษาในผู้ป่วยมาลาเรียฟัลซิพารัมชนิดไม่รุนแรงหลังจากได้รับยาเมฟโฟลควินและอาร์ติซูเนต/ไดไฮโดรอาร์ติมิซินิน ครบ 3 วัน โดยมีผู้ป่วยจำนวน 1 ราย ที่มีจีโนไทป์แบบ CYP2A6*1A/*4C ซึ่งทำให้เอนไซม์ CYP2A6 มีการทำงานลดลง เป็นผลให้ผู้ป่วยมีระดับยาอาร์ติซูเนต ชั่วโมงที่ 1 สูงกว่า (415 ng/ml) และมีระดับไดไฮโดรอาร์ติมิซินิน ต่ำกว่า (320 ng/ml) ค่า median ในผู้ป่วยที่มีจีโนไทป์แบบอื่น สำหรับผู้ป่วยที่มีการตอบสนองต่อยาได้ดีมีสัดส่วนจีโนไทป์แบบ CYP2B6*9/*9 ต่ำกว่าผู้ป่วยที่มีเชื้อดื้อยาระดับต่ำและการรักษาไม่ได้ผล โดยผู้ป่วยที่มีการตอบสนองต่อยาได้ดีมีความถี่จีโนไทป์ CYP2B6*9/*9 เท่ากับ 14% ในขณะที่ผู้ป่วยมีเชื้อดื้อยาระดับต่ำมีความถี่จีโนไทป์ CYP2B6*9/*9 เท่ากับ 19% สำหรับความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีน UGT1A9 ที่ส่งผลต่อการตอบสนองต่อการรักษานั้นไม่สามารถประเมินได้ เนื่องจากผู้ป่วยมาลาเรียฟัลซิพารัมชนิดไม่รุนแรงทุกรายมีรูปแบบจีโนไทป์ในลักษณะปกติ อย่างไรก็ตามในอนาคตควรมีงานวิจัยที่ศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงยาในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคมาลาเรียจากหลากหลายพื้นที่เพื่อยืนยันและหาข้อสรุปความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงยากับการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาอาร์ติมิซินินร่วมกับยาต้านมาลาเรียอื่น