ประสิทธิผลของไรแฟมปิซิน ขนาด 600 มก. ครั้งเดียวในการป้องกันการเกิดโรคเรื้อนใน กลุ่มผู้สัมผัสโรคในชุมชนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคเรื้อน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
<p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา1.) ประสิทธิผลของยา rifampicin ขนาด 600 มก. 1 ครั้งเพื่อป้องกันการเกิดโรคเรื้อนในผู้สัมผัสโรคในชุมชนที่มีความเสี่ยงสูง 2.) การเปลี่ยนแปลงของระดับ antibody ต่อ PGL-1 ในกลุ่มผู้สัมผัสโรคในชุมชนที่มีความเสี่ยงสูงหลังได้รับยาและ 3.) อัตราการเกิดโรคเรื้อนและอุบัติการณ์โรคเรื้อนในกลุ่มผู้สัมผัสโรคในชุมชนที่มีความเสี่ยงสูง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือผู้สัมผัสโรคเรื้อนจากผู้ป่วยโรคเรื้อนชนิดเชื้อมาก (MB) ในพื้นที่ความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อโรคเรื้อน จำนวน 2,749 คน โดยแบ่งกลุ่มผู้สัมผัสโรคออกเป็น 2กลุ่ม ดังนี้ ยา A และ ยา B เพื่อให้ยาเคมีป้องกัน ซึ่งกำหนดโค๊ตยา โดยนักวิจัยส่วนกลาง ทำการติดตามผู้สัมผัสโรคเป็นระยะเวลา 5 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามปลายเปิด ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ 1.) ข้อมูลของผู้ป่วย 2.) ข้อมูลของผู้สัมผัสโรคและ 3.) ผลการตรวจร่างกายผู้สัมผัส วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และเปรียบเทียบประสิทธิผลของยาโดยใช้ chi-square</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า อัตราการเกิดโรคเรื้อนในกลุ่มผู้สัมผัสที่ได้รับยา A (placebo) มีอัตราการเกิดโรคเรื้อนสูงกว่า กลุ่มผู้สัมผัสที่ได้รับยา B (rifampicin) 1 เท่า (14 ต่อ 7 ราย) ระยะเวลาที่ยาป้องกันการเกิดโรค พบว่า ในปีที่1 มีความแตกต่างของการเกิดโรคเรื้อนในกลุ่มผู้รับยา A กับกลุ่มรับยา B อย่างชัดเจน (ยา A ป่วยเป็นโรคเรื้อน 5 ราย ยา B ไม่พบผู้ป่วย) แต่หลังจากปีที่ 2 ถึงปีที่ 5 พบว่า ทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกัน ประเภทของผู้สัมผัสที่เกิดโรคเรื้อน พบว่าผู้สัมผัสโรคที่พักอาศัยอยู่ใกล้เคียงบ้านผู้ป่วยมีอัตราการเกิดโรคเรื้อนสูงกว่าผู้สัมผัสประเภทอื่น ทั้งในกลุ่มผู้ที่ได้รับยา A และ B ผลการตรวจหาระดับ antibody ต่อ PGL-1 ในซีรั่ม เปรียบเทียบระหว่างก่อนให้ยาเคมีป้องกัน (ปีที่ 1) กับหลังได้รัยยาเคมีป้องกัน ปีที่ 3 (ครั้งที่ 1กับครั้งที่ 2) พบว่า ในปีที่ 3 ในกลุ่มผู้สัมผัสโรคที่ได้รับยา A มีการเปลี่ยนแปลงทุกระดับ ส่วน ผู้ที่ได้รับยา B มีการเปลี่ยนแปลงในระดับ 2+ และ 3+ เมื่อทดสอบความแตกต่างกันโดยใช้ chi-square พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p value 0.02) ส่วนผลการเปรียบเทียบ ระหว่างก่อนให้ยาเคมีป้องกัน ปีที่ 1 กับหลังได้รัยยาเคมีป้องกัน ปีที่ 5 (ครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 3) พบว่าระดับ antibody PGL-1 ของกลุ่มของผู้ที่ได้รับยา A และ B ไม่มีความแตกต่างกันในแต่ละระดับ</p>