Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2554

ประสิทธิผลของไรแฟมปิซิน ขนาด 600 มก. ครั้งเดียวในการป้องกันการเกิดโรคเรื้อนใน กลุ่มผู้สัมผัสโรคในชุมชนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคเรื้อน

กฤษฎา มโหทาน กรมควบคุมโรค พ.ศ. 2554

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

<p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา1.) ประสิทธิผลของยา rifampicin ขนาด 600 มก. 1 ครั้งเพื่อป้องกันการเกิดโรคเรื้อนในผู้สัมผัสโรคในชุมชนที่มีความเสี่ยงสูง 2.) การเปลี่ยนแปลงของระดับ antibody ต่อ PGL-1 ในกลุ่มผู้สัมผัสโรคในชุมชนที่มีความเสี่ยงสูงหลังได้รับยาและ 3.) อัตราการเกิดโรคเรื้อนและอุบัติการณ์โรคเรื้อนในกลุ่มผู้สัมผัสโรคในชุมชนที่มีความเสี่ยงสูง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือผู้สัมผัสโรคเรื้อนจากผู้ป่วยโรคเรื้อนชนิดเชื้อมาก (MB) ในพื้นที่ความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อโรคเรื้อน จำนวน 2,749 คน โดยแบ่งกลุ่มผู้สัมผัสโรคออกเป็น 2กลุ่ม ดังนี้ ยา A และ ยา B เพื่อให้ยาเคมีป้องกัน ซึ่งกำหนดโค๊ตยา โดยนักวิจัยส่วนกลาง ทำการติดตามผู้สัมผัสโรคเป็นระยะเวลา 5 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามปลายเปิด ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ 1.) ข้อมูลของผู้ป่วย 2.) ข้อมูลของผู้สัมผัสโรคและ 3.) ผลการตรวจร่างกายผู้สัมผัส วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และเปรียบเทียบประสิทธิผลของยาโดยใช้ chi-square</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า อัตราการเกิดโรคเรื้อนในกลุ่มผู้สัมผัสที่ได้รับยา A (placebo) มีอัตราการเกิดโรคเรื้อนสูงกว่า กลุ่มผู้สัมผัสที่ได้รับยา B (rifampicin) 1 เท่า (14 ต่อ 7 ราย) ระยะเวลาที่ยาป้องกันการเกิดโรค พบว่า ในปีที่1 มีความแตกต่างของการเกิดโรคเรื้อนในกลุ่มผู้รับยา A กับกลุ่มรับยา B อย่างชัดเจน (ยา A ป่วยเป็นโรคเรื้อน 5 ราย ยา B ไม่พบผู้ป่วย) แต่หลังจากปีที่ 2 ถึงปีที่ 5 พบว่า ทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกัน ประเภทของผู้สัมผัสที่เกิดโรคเรื้อน พบว่าผู้สัมผัสโรคที่พักอาศัยอยู่ใกล้เคียงบ้านผู้ป่วยมีอัตราการเกิดโรคเรื้อนสูงกว่าผู้สัมผัสประเภทอื่น ทั้งในกลุ่มผู้ที่ได้รับยา A และ B ผลการตรวจหาระดับ antibody ต่อ PGL-1 ในซีรั่ม เปรียบเทียบระหว่างก่อนให้ยาเคมีป้องกัน (ปีที่ 1) กับหลังได้รัยยาเคมีป้องกัน ปีที่ 3 (ครั้งที่ 1กับครั้งที่ 2) พบว่า ในปีที่ 3 ในกลุ่มผู้สัมผัสโรคที่ได้รับยา A มีการเปลี่ยนแปลงทุกระดับ ส่วน ผู้ที่ได้รับยา B มีการเปลี่ยนแปลงในระดับ 2+ และ 3+ เมื่อทดสอบความแตกต่างกันโดยใช้ chi-square พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p value 0.02) ส่วนผลการเปรียบเทียบ ระหว่างก่อนให้ยาเคมีป้องกัน ปีที่ 1 กับหลังได้รัยยาเคมีป้องกัน ปีที่ 5 (ครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 3) พบว่าระดับ antibody PGL-1 ของกลุ่มของผู้ที่ได้รับยา A และ B ไม่มีความแตกต่างกันในแต่ละระดับ</p>

คำสำคัญ

การให้ยาเคมีป้องกัน (Chemoprophylaxis)ผู้สัมผัสโรคในชุมชนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อโรคเรื้อน (High Risk Community Contacts)โรคเรื้อน (Leprosy)

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การพัฒนาระบบการให้คะแนนปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อดื้อยาหลายกลุ่มสำหรับผู้ป่วยใน

นฤมล จุ้ยเล็ก พ.ศ. 2559

การตรวจวินิจฉัยที่รวดเร็วเพื่อบ่งชี้ลักษณะการเริ่มแสดงออกของการดื้อต่อยาไรแฟมพิซินและไอโซไนอะซิดของเชื้อวัณโรค

นางธนิดา เหรียญทอง กรมควบคุมโรค พ.ศ. 2551

การวิจัยระยะที่ II/III แบบเปิดฉลาก ในพหุสถาบัน เพื่อประเมินประสิทธิผล ความปลอดภัย ความทนต่อยา และเภสัชจลนศาสตร์ ของยาโซฟอสบูเวียร์เมื่อใช้ร่วมกับยาราวิดาสเวียร์ในผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี เรื้อรัง (ติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อเอช ไอ วี ร่วมด้วย) ทั้งที่มีและไม่มีอาการของโรคตับแข็ง ในประเทศไทย และมาเลเซีย

สมบัติ แทนประเสริฐสุข กรมควบคุมโรค พ.ศ. 2560

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความสม่ำเสมอในการรับประทานยารักษาวัณโรคดื้อยาหลายขนาน

ณฐกร จันทนะ มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2562

การศึกษาปริมาณสารฟีนอลิค สารฟลาโวนอยด์ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดกระเจี๊ยบแดง

ปรีชา มูลสิน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี พ.ศ. 2559

การสำรวจเชื้อสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียสที่ดื้อต่อยาเมธิซิลลินในนักศึกษา คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

พิสมัย สายสุด มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2559

การศึกษาพลวัตของเชื้อสแตฟิโลคอคคัส ออเรียสที่ดื้อต่อยาเมธิซิลลิน ในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ โดยเทคนิคพีซีอาร์

โชติชนะ วิไลลักขณา มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2551

การติดตามประสิทธิผลและความปลอดภัยของการใช้ยาโคลิสตินรักษาผู้ป่วยติดเชื้อแลคทีเรียกลัมลบที่ดื้อยาต้านจุลชีพที่โรงพยาบาลศิริราช

สุคนทิพย์ โพธิ์พุ่ม มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2559

การศึกษาประสิทธิภาพของยาไอเวอร์เมคตินเปรียบเทียบกับยาไฮด้อกซี่คลอโรควินร่วมกับดารุนาเวียร์/ริโตนาเวียร์ในการลดระยะเวลาการแพร่เชื้อจากสารคัดหลั่งทางเดินหายใจของผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่ไม่แสดงอาการ

ยุพิน ศุพุทธมงคล สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) พ.ศ. 2564

การศึกษาทางด้านเภสัชจลนศาสตร์ ประสิทธิผล ความปลอดภัย และความทนทานต่อยาโลพินาเวียร์/ยาริโทนาเวียร์ขนาดมาตรฐานร่วมกับยาไรฟาบูตินขนาด 150 มิลลิกรัมต่อวัน (ขนาดมาตรฐาน) หรือขนาด 300 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อสัปดาห์ (ขนาดต่ำ) ในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่เป็นวัณโรค

ผศ.นพ.กมล แก้วกิติณรงค์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2560