การศึกษาวิจัยเปรียบเทียบผลการรักษาระหว่างกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยา Efavirenz-based ตั้งแต่เริ่มต้นกับกลุ่มผู้ป่วยที่ได้ยา Efavirenz-based และมีประวัติการแพ้ยา nevirapine มาก่อน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
<p><strong>ที่มาของโครงการวิจัย</strong></p> <p>ยาต้านไวรัสสูตร Nevirapine-based regimen เป็นยาต้านไวรัสที่มีการใช้บ่อยในการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ในปัจจุบัน ปัญหาที่สำคัญของยาต้านสูตรนี้คือ การแพ้ยาพบได้ประมาณ 8-14% ยา Nevirapine เป็นยาที่มี half-life ที่ยาวเมื่อเปรียบเทียบกับยาอื่นในสูตร ทำให้มีโอกาสดื้อยาได้ง่าย หากมีการหยุดยาต้านไวรัสที่ไม่ถูกต้องในขณะที่มีปัญหาแพ้ยา ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานอ้างอิงเพื่อที่จะแนะนำผู้ป่วยที่มีปัญหาดังกล่าว </p> <p> </p> <p><strong>วัตถุประสงค์ของโครงการ</strong> </p> <p>เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลการรักษาด้วยการตรวจ HIV-1 RNA ในเลือดของผู้ป่วยติดเชื้อที่เคยมีอาการแพ้ยา Nevirapine-based regimen ที่ได้รับการหยุดยาต้านไวรัสด้วยวิธีต่างๆ โดยเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยา Efavirenz-based regimen ตั้งแต่ต้น (ไม่เคยได้รับยา nevirapine มาก่อน)</p> <p> </p> <p><strong>รูปแบบการศึกษา</strong> </p> <p>Retrospective cohort study</p> <p> </p> <p><strong>วิธีการศึกษา </strong></p> <p>งานวิจัยนี้ทำที่สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค อาสาสมัคร คือ ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ที่รับการตรวจรักษาที่สถาบันบำราศนราดูร, ได้รับยาต้านไวรัสสูตร Efavirenz-based regimen ในช่วงระหว่าง มกราคม 2545 ถึง ธันวาคม 2551 วันที่สิ้นสุดงานวิจัยคือ 31 มีนาคม 2553 ตัววัดหลัก (Primary outcome) ของงานวิจัยนี้คือระยะเวลาที่เกิด Virological failure ซึ่งมีเกณฑ์ในการวินิจฉัยดังนี้ (1) ตรวจพบมี plasma HIV-1 RNA >1,000 copies/ml จำนวน 1 ครั้ง ร่วมกับตรวจมี Genotypic resistance mutation ต่อสูตรยาดังกล่าว <strong>หรือ</strong> 2) ตรวจพบมี plasma HIV-1 RNA >400 copies/ml ทั้งหมดสองครั้งติดต่อกัน </p> <p> </p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong></p> <p>ตอนเริ่มการวิจัยมีผู้ป่วยมีทั้งหมด 559 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่มได้แก่ (1) กลุ่มที่ได้หยุดยาต้านไวรัสทุกตัวพร้อมๆ กันในขณะที่มีการแพ้ยา Nevirapine-based regimen (<strong>Simultaneous interruption</strong>) จำนวน 161 ราย; (2) กลุ่มที่มีการหยุดยา Nevirapine แต่ยังคงให้ยาต้านไวรัสตัวอื่นๆ (NRTI) ต่อไปอีกระยะหนึ่ง ภายหลังที่แพ้ยา Nevirapine-based regimen(<strong>Staggered interruption</strong>) จำนวน 82 ราย; และ (3) <strong>กลุ่มเปรียบเทียบ(Control)</strong> คือ กลุ่มที่รับยาต้านไวรัส Efavirenz-based regimen ตั้งแต่เริ่มต้น โดยที่ไม่เคยได้รับยาต้านสูตรอื่นๆ มาก่อนรวมทั้งยา Nevirapine จำนวน 316 ราย เมื่อจบการวิจัยมีผู้ป่วยที่ยังคงได้รับยาต้านไวรัสสูตร EFV-based regimens เท่ากับ 381 คน มีผู้ป่วยที่ขาดการติดตาม (Lost to follow-up) จำนวน 53 ราย (9.5%) ค่าเฉลี่ยมัธฐาน (Median) ของระยะเวลาในการติดตามการรักษาของผู้ป่วยทั้งหมดในโครงการวิจัยเท่ากับ 43 (IQR 22-66) เดือน มีผู้ป่วยเกิด Virological failure ทั้งหมด 16 ราย คิดเป็น 2.9% อัตราการเกิด Virological failure ที่ 24 เดือนไม่มีความแตกต่างกันในผู้ป่วยทั้งสามกลุ่ม (Simultaneous interruption 3.6%, Staggered interruption 1.4%, และ Control2.2%, log rank <em>p</em> = 0.207) โดยในกลุ่ม Simultaneous interruption มีค่า Adjusted hazard ratio เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่ม Control มีค่าเท่ากับ 1.85 (95% Confidence interval 0.58 – 5.90), <em>p</em> = 0.297 และในกลุ่ม Staggered interruption มีค่า Adjusted hazard ratio 2.60 (95% Confidence interval 0.27 – 25.33), p = 0.410 </p> <p> </p> <p><strong>สรุปผลงานวิจัย</strong></p> <p>การหยุดยาต้านไวรัสในผู้ป่วยที่มีปัญหาแพ้ยา Nevirapine-based regimen โดยการหยุดยาต้านไวรัสทุกตัวพร้อมๆกัน (Simultaneous interruption), การหยุดยา Nevirapine ก่อนแล้วให้ยา NRTI ต่ออีก 2 ตัวเป็นเวลา 7 วัน (Staggered interruption) พบว่า มีผลการรักษาด้วยยาต้านไวรัสสูตร EFV-based regimens ที่ไม่แตกต่างไปจากผู้ป่วยที่ไม่เคยได้รับยาต้านไวรัสมาก่อน (กลุ่ม Control)</p> <p> </p>