การประยุกต์ใช้ความร้อนแบบโอห์มิกในการสกัดแกมม่าออริซานอลและวิตามินอีจากรำข้าวและการผลิตครีมเทียมเพื่อสุขภาพ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
จากการศึกษาทาการขยายขนาดของเครื่องให้มีกาลังการผลิตเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 3 เท่าต่อหน่วยเวลา และมีประสิทธิภาพเปรียบเทียบได้กับ lab-scale ohmic heater และสามารถใช้เป็นเครื่องต้นแบบใน การขยายขนาดเป็นระดับอุตสากรรมขนาดเล็กต่อไป โดยทาการเพิ่มขนาดของส่วนใส่ตัวอย่าง (sample chamber) เพิ่มเป็นประมาณ 3 เท่า ของของเดิมปรับขนาดของ power supply และอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อให้ เพิ่มประสิทธิภาพ จากเดิมสามารถใส่ตัวอย่างได้ครั้งละ 180 กรัม ต่อรอบๆ ละ 5 นาที หลังจากการปรับใหม่ สามารถเพิ่มความจุของตัวอย่างได้มากขึ้น โดยที่ใส่ตัวอย่างเป็นเทฟลอนรูปทรงกระบอกขนาด ความยาม 25 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลางภายนอก 15 ซม. และเส้นผ่าเส้นผ่าศูนย์กลางภายในเท่ากับ 13 ซม. สามารถจุตัวอย่างได้สูงสุด 600 กรัมต่อรอบ (5 นาที) ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพจากเดิมได้ประมาณ 3.3 เท่า งานวิจัยนี้ทาการศึกษาผลของวิธีการให้ความร้อนแบบโอห์มมิคช่วยตัวทาละลายสกัดราข้าวต่อปริมาณสารออกฤทธิ์ชีวภาพและฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระของน้ามันและสารไม่เกิดปฏิกิริยาฟองสบู่ ผลที่ได้เปรียบเทียบกับวิธีการนึ่งด้วยไอน้าช่วยสกัดและวิธีดั้งเดิม โดยนาราข้าวที่ผ่านการปรับความชื้น (30 และ 40 เปอร์เซ็นต์ (น้าหนักเปียก)) มาผ่านการให้ความร้อนด้วยโอห์มมิคที่ระดับแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่แตกต่างกัน 3 ระดับคือ 100 150 และ 200 โวลต์ต่อเซนติเมตร ก่อนการสกัดด้วยตัวทาละลายเฮกเซน พบว่าวิธีการให้ความร้อนแบบโอห์มมิคช่วยตัวทาละลายสกัดราข้าวสามารถสกัดได้ปริมาณน้ามันได้เพิ่มขึ้น มีปริมาณสารออกฤทธิ์ชีวภาพและฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระของน้ามันราข้าวและสารไม่เกิดปฏิกิริยาฟองสบู่สูงกว่าวิธีการนึ่งด้วยไอน้าช่วยสกัด และวิธีการแบบดั้งเดิม โดยวิธีการให้ความร้อนแบบโอห์มมิคสกัดราที่ปริมาณความชื้น 30 เปอร์เซ็นต์(ระดับแรงเคลื่อนไฟฟ้าเท่ากับ 150 และ 200 โวลต์ต่อเซนติเมตร) และ40 เปอร์เซ็นต์ (ระดับแรงเคลื่อนไฟฟ้าเท่ากับ 100 150 และ 200 โวลต์ต่อเซนติเมตร) ได้ปริมาณสารแกมม่าโทโคฟีรอล แกมม่าโทโคไตรอีนอลแกมม่าออริซานอล และปริมาณสารประกอบฟีนอลิคทั้งหมดสูงสุด ในทานองเดียวกันวิธีการให้ความร้อนแบบโอห์มมิคช่วยตัวทาละลายสกัดด้วยสภาวะนี้ยังให้ปริมาณน้ามันที่สกัดได้และมีค่าฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระในทุกวิธีที่ทดสอบสูงกว่าเมื่อเทียบกับวิธีการนึ่งด้วยไอน้าช่วยสกัดและวิธีการแบบดั้งเดิม ตามลาดับ การศึกษานี้แนะนาว่าวิธีการให้ความร้อนแบบโอห์มมิคช่วยตัวทาละลายสกัดเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสาหรับเตรียมสารกลุ่มไม่เกิดปฏิกิริยาฟองสบู่ที่มีปริมาณสารออกฤทธิ์ชีวภาพสูงและสกัดได้ปริมาณน้ามันสูงการประยุกต์ใช้สาร USM ในการผลิตครีมเทียมเหลวสุขภาพ และน้าสลัด การศึกษาความคงตัวต่อปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของ USM เมื่อทา การเก็บ USM ไว้ในสภาวะกระตุ้น คือที่อุณหภูมิ 60?C เป็นเวลา 12 วัน ปรากฏว่าปริมาณของ ?-tocopherol และ ?-oryzanol และกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระของ USM ลดลงอย่างมีนัยสาคัญ ส่วนการวิเคราะห์ค่าการเหม็นหืนของ USM ที่ระยะเวลาเก็บต่างๆ กัน พบว่า ค่า peroxide และ thiobarbituric acid reactive substances (TBARS) มีค่าเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสา คัญเมื่อเก็บไว้ตั้งแต่วันที่ 4 ของการเก็บเป็นต้นไป การศึกษาเริ่มจากการพัฒนาคุณลักษณะของครีมเหลวเทียมก่อนที่จะทา การเติม USM โดยแปรระดับของแป้งข้าวโพด และเติม hydroxypropyl methylcellulose (HPMC) 0.1% เปรียบเทียบกับสูตรพื้นฐาน พบว่าการสูตรที่เติมแป้งข้าวโพด 1.5% และเติม HPMC ได้รับการยอมรับมากที่สุดเมื่อนา มาเติมสาร USM ที่ระดับความเข้มข้น 0.1% 0.3% 0.5% แล้วเก็บไว้เป็นเวลา 10 วันเพื่อศึกษาการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของครีม พบว่า ค่า peroxide value และ ค่า TBARS ของครีมเหลวที่เติม USM ที่ระดับความเข้มข้น 0.5% มีค่าต่าสุดอย่างมีนัยสำคัญ