วิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชาวนาไทยที่ทุ่งบางเขนในช่วงระหว่าง พ.ศ.๒๔๑๐-๒๕๑๐
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์ ๑. เพื่อศึกษามีชีวิตและภูญญาของชาวมาไทยที่ทุ่ม ในช่วงระหว่าง พ.ศ.๒๔๑๐ ถึง พ.ศ.๒๕๑๐ ๒. เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นตั้บตั้งเริ่มการ ตั้งถิ่นฐานของขามาจนถึงกรสิ้นสุดของวิถีชีวิตขาวมาที่พุ่งกลงาน และ เพื่อศึกษาหาหวามสัมพันพันธ์มนธ์ธ์ธ์ ระหว่างวิถีชีวิตชาวนากับระบบนิเวศในท้องทุ่งบางเขน โดยมีกรอบแนวคิดว่า วิถีชีวิตและภูมิปัญญา ของชาวนาทุ่งบางเขนสัมพันธ์กับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของสังคมไทย และระบบนิเวศของพื้นที่ใน ทุ่งบางเขน และเมื่อสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนไปวิถีชีวิตของชาวนาไทยก็เปลี่ยนแปลงไปจนถึงการสิ้นสุดของวิถี ชีวิตชาวนา ผลจากการศึกษาพบว่า ๑. "บางเขน" เป็นชุมชนดั่งเดิมที่มีประวัติการตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัย อยุธยาชุมชนเดิมนี้อาศัยอยู่ในคลองบางเขน ในอดีตมีวิถีชีวิตที่เป็นชาวสวนชุมชนริมฝั่งคลองบางเขน ได้หยุดขยายตัว เมื่อปลายสมัยธนบุรี ๒. การจัดตั้งชุมชนที่อยู่บอกคลองบามผมกิดขึ้นในสมัยวัยรยาลที่ ๓ เมื่อมีการจัดตั้ง วัดบาง บัวหรือวัดลาดน้ำเค็มในพ.ศ. ๒๓๓๘๐ ต่อมามีการจัดตั้งวัดเสมียนนารีในปี พ.ศ.๒๔๐๐ ทั้งวัด ๒ จัดตั้ง โดยมูลนาย วัดและชุมชนที่อยู่รอบวัดเกิดขึ้นในระยะเวลาที่บริเวณโดยรอบยังคงเป็นป่าละเมาะ ที่มี สัตว์บำนานาชนิด ช้าง ฝูงลิง ช่าง บ่างชะนีอยู่ ยังไม่มีคนเข้ามาอยู่มากนัก ๓. การขุดคลองเปรมประชากรใน พ.ศ.๒๔๔๑๓-๒๔๑๕ ได้นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่พื้นที่ๆอยู่ ด้านนอกคลองบางเขนอย่างมาก การขุดคลองแห่งนี้ทำให้เกิดการเปิดพื้นที่ใหม่เพื่อทำนา คนจากที่ ต่างๆหลั่งไหลเข้าสู่ทุ่งแห่งใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสามัญชนที่หลุดออกจากระบบทาสและไพร่ที่มาจากที่ ต่างๆที่ต้องการหาที่ดินทำกิน การเข้ามาจับจองที่ดินของชาวนาในทุ่งบางเขนเห็นได้อย่างชัดเจน เมื่อ มีการจัดตั้งวัดในทุ่งนาในช่วงทศวรรษ พ.ศ. ๒๔๒๐ ถึงทศวรรษ พ.ศ.๒๔๔๔๐ ซึ่งดูได้จากการสร้างวัดมี ทั้งหมด ๑๒ วัดและการเริ่มสร้างหมู่บ้านในทุ่งนาแห่งนี้ ๔. คนที่เข้ามาในพุ่งนาแห่งทั้งไทย มอยู่ และสาว ที่มาจากที่ต่างๆ ทั้งที่อยู่ปนิวม โดยรอบทุ่งบางเขนและพื้นที่ๆห่างไกล นอกจากชาวลาวที่มารับจ้างทำนาแล้ว ยังมี"นายฮ้อย" พ่อค้า ควายก็นำควายจากภาคอีสานเข้ามาขายให้กับชาวนาเป็นประจำ ทั้งหมดอยู่ด้วยกันโดยปราศจากการ แบ่งแยกและขัดแย้ง มีการผสานวัฒนธรรมจนมีวัฒนธรรมที่เหมือนกัน คือ การนับถือศาสนาพุทธ และใช้ชีวิตตามแบบวิถีชาวนา ชาวจีนก็เข้ามาในทุ่งบางเขนในระยะเวลาเดียวกันกับคนกลุ่มอื่นๆ ซึ่งมี ทั้งจีนแต้จิ๋วและไหหลำ ชาวจีนเหล่านี้คือ พ่อค้าข้าว เจ้าของโรงสี และเจ้าของร้านค้าในตลาด ทำ หน้าที่ซื้อข้าวจากชาวนาและขายสินค้าให้ชาวนาบริโภค ๕. โดยสภาพทั่วไปทุ่งบางเขนเป็นทุ่งแล้ง ท้องทุ่งขาดความอุดมสมบูรณ์ เป็นที่ลุ่มบางแห่ง สลับกับที่ดอน มีคลองที่เป็นคลองธรรมชาติน้อย วิถีชีวิตชาวนาผู้บุกเบิกทั้งหลายต้องเผชิญกับความ แห้งแล้งนี้ เมื่อถึงฤดูฝนเป็นฤดูท้านา พื้นดินจึงชุ่มน้้าและมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งพืชพันธุ์และอาหารที่ มีในธรรมชาติ ชาวนาจึงมีวิถีชีวิตที่พึ่งน้้าฝน ๖. การพัฒนาระบบชลประทานตามโครงการเชียงรากน้อย-บางเหี้ย (คลองด่าน) ใน ปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ท้าให้มีการขุดและขยายคลองเดิมที่ตื่นเขินและคับแคบ ท้าให้ปริมาณน้้าในทุ่งบางเขนมีมาก ขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อถึงฤดูแล้งทุ่งบางเขนก็ต้องเผชิญความแห้งแล้งเหมือนเดิม เนื่องจากการขาด คลองส่งน้้าและโครงการที่เกิดขึ้นยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้้าได้ทั้งระบบ ผู้ที่ได้รับ ประโยชน์จากโครงการคือผู้อยู่ใกล้คลองและสามารถเอาน้้าจากคลองไปใช้ได้เท่านั้น ๗. การผลิตและวิถีชีวิตของชาวนาที่ทุ่งบางเขน ทั้งก่อนและหลังพัฒนาระบบชลประทาน ชาวนายังคงมีสภาพการผลิตและวิถีชีวิตที่พึ่งอยู่กับธรรมชาติและระบบตลาด ผลผลิตของชาวนา ขึ้นอยู่กับปริมาณน้้าฝนว่ามีมากหรือน้อย ขณะที่ราคาขายก็ขึ้นอยู่กับพ่อค้าที่เป็นผู้ก้าหนดราคาที่ ได้เปรียบเสมอ ๘. รัฐและทุน เป็นตัวการส้าคัญที่ท้าให้ชาวนายากจน และน้าไปสู่การสูญเสียที่ดิน โดยใน ระยะแรกถึงปี พ.ศ.๒๔๘๒ ชาวนาต้องอยู่กับการเสียภาษีค่านาและภาษีที่เก็บในภาคเกษตรอย่างหนัก นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับการเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าตั้งแต่เริ่มเข้ามาท้านาจนสิ้นสุดการท้านา ๙. ชาวนาทุ่งบางเขนเป็นชาวนาที่เข้ามาบุกเบิกที่ท้ากินเป็นของตนเอง ด้ารงชีวิตแบบพึ่ง ธรรมชาติและพึ่งตนเองทั้งในการผลิตและชีวิตความเป็นอยู่ในทุกๆ ด้านสังคมชาวนาทุ่งบางเขนเป็น สังคมที่มีน้้าใจเอื้อเฟื้อช่วยเหลือกัน แบ่งปันกัน เป็นชุมชนญาติมิตร ในอดีตชาวนาช่วยกันท้านา เรียกว่าการ “เอาแรงหรือลงแขก”และมีการว่าจ้างแรงงานจากชาวนาด้วยกันเองที่ไม่มีนาท้าและชาว ลาวจากภาคอีสานที่เข้ามารับจ้างท้านา ระบบตลาดและการค้าก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาว ทุ่งบางเขนแต่เริ่มแรกเช่นกัน ชาวบ้านท้าการผลิตเพื่อการค้าและมีชีวิตส่วนหนึ่งที่ต้องพึ่งพิงกับตลาด วัดเป็นศูนย์กลางของชีวิตและเป็นที่จัดกิจกรรมของชุมชน สังคมชาวนาที่ทุ่งบางเขนเป็นสังคมที่มีการ ผสมผสานวัฒนธรรมของคนหลายกลุ่มที่อพยพเข้า สังคมชาวนาให้ความส้าคัญกับผู้ปกครองท้องถิ่น คือก้านันและผู้ใหญ่บ้าน ในท้องที่ที่ห่างไกลยังมีระบบนักเลงถิ่นซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ชาวบ้านไว้วางใจใน การช่วยดูแลความปลอดภัยของชุมชนตัวเองขึ้นมาด้วย ๑๐. วิถีชีวิตชาวนาทุ่งบางเขนค่อยๆสิ้นสุดลงเมื่อประมาณทศวรรษ ๒๕๑๐ สภาพที่เกิดขึ้น คือ การท้านาไม่ได้ผล ดินและน้้าไม่เหมาะสมกับการท้านาอีกต่อไป ภายหลังจากมีการตัดถนนเข้ามา หลายสาย การจัดตั้งของหน่วยงาราชการ การเข้ามาของหมู่บ้านจัดสรรและโรงงานอุตสาหกรรม บางเขนกลายเป็นพื้นที่ขยายตัวของเมืองหลวง ชาวนาในทุ่งบางเขนได้ขายที่นาไปพร้อมกับระบบ นิเวศน์ที่เปลี่ยนไปและการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในเมืองหลวง