วัฒนธรรมชุมชนกับการจัดการป่าพรุ : กรณีศึกษาป่าพรุคลองค็อง จังหวัดนครศรีธรรมราช
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ชื่อโครงการ วัฒนธรรมชุมชนกับการจัดการทรัพยากรป่าพรุ : กรณีศึกษาป่าพรุคลองค็อง จังหวัดนครศรีธรรมราช ชื่อผู้วิจัย นางสาวนฤมล สุขพันธ์ นางชลลดา แสงมณี ศิริสาธิตกิจ ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยประเภท การวิจัยประยุกต์ ประจำปี 2552 จำนวนเงิน 195,000 บาท ระยะเวลาทำการวิจัย 1 ปี ตั้งแต่ ตุลาคม 2551 ถึง กันยายน 2552 โครงการวิจัยเรื่องวัฒนธรรมชุมชนกับการจัดการป่าพรุ: กรณีศึกษาป่าพรุคลองค็อง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวัฒนธรรมชุมชนในการจัดการป่าพรุตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ศึกษาสภาพปัญหาการดำรงอยู่ของวัฒนธรรมชุมชนในการจัดการป่าพรุที่เกิดขึ้นจากการพัฒนา และการเปลี่ยนแปลงของสังคม และเพื่อศึกษาปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมชุมชนในการจัดการป่าพรุ ตลอดจนศึกษาแนวทางในการจัดการป่าพรุโดยชุมชนอย่างยั่งยืน จากผลการศึกษาพบว่า ชุมชนพรุคลองค็องเกิดจากการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนของชาวบ้านจากแถบพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง โดยเฉพาะชาวบ้านจากหัวไทรและเชียรใหญ่ โดยชาวบ้านที่อพยพเข้ามาในช่วงแรกๆ ได้พึ่งพาอาศัยฐานทรัพยากรป่าพรุในการดำรงชีพมาตั้งแต่ดั้งเดิม มีอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก เช่น ปลูกผัก อ้อย กล้วย และทำนา เป็นต้น นอกจากนี้ก็ประกอบอาชีพประมง และหาปลาเกือบทุกครัวเรือน ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับป่าพรุ จนมีรูปแบบวัฒนธรรมชุมชนในการจัดการและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าพรุ โดยแบ่งออกได้เป็น 3 ระบบ คือ (1) ระบบการผลิต ส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งชุมชนจนถึงปัจจุบัน มีจุดเชื่อมร่วมกัน คือ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าพรุ สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับป่าพรุ นำมาสู่การให้ความสำคัญต่อทรัพยากรป่าพรุเพิ่มมากขึ้น เพราะเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ (2) ระบบความสัมพันธ์ ในเขตป่าพรุคลองค็องยังมีจุดเด่นตรงที่คนในชุมชนมีลักษณะความสัมพันธ์แบบเครือญาติ มีส่วนสำคัญในด้านการช่วยเหลือเกื้อกูลกันทั้งด้านแรงงานและงานประเพณีต่าง ๆ ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มทำกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชน (3) ระบบคุณค่ามีลักษณะที่สำคัญ 3 ประการ คือ ระบบคุณค่าด้านความเชื่อ ระบบคุณค่าด้านพิธีกรรม และระบบคุณค่าด้านศาสนาที่เกี่ยวกับการจัดการป่าพรุ ระบบคุณค่าที่เป็นจุดเด่นสามารถนำมาปรับใช้ในการจัดการป่าพรุได้ นั่นคือ ระบบคุณค่าด้านความเชื่อเกี่ยวกับการจัดการป่าพรุ ซึ่งลักษณะเด่นของความเชื่อมีอยู่ 2 ลักษณะด้วยกัน คือ การให้คุณค่ากับธรรมชาติที่แวดล้อมตัว เช่น ความเชื่อที่เกี่ยวกับการหาของป่า ทั้งการเข้าไปจับผึ้ง หาปลา ตัดไม้ ความเชื่อเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำ และการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าพรุ เป็นต้น อีกความเชื่อหนึ่ง คือ การให้ความเคารพแก่บรรพบุรุษและสิ่งที่บรรพบุรุษได้สั่งสมถ่ายทอดมา เช่น การแสดงออกด้วยความเชื่อต่อบรรพบุรุษที่เข้ามาบุกเบิกและก่อตั้งชุมชน ในปัจจุบันพบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อทั้งสองลักษณะนี้อยู่ หากนำความเชื่อเหล่านี้มาเชื่อมโยงร้อยรัดให้คนในชุมชนได้ร่วมกันแสดงออกถึงความเชื่อและการเคารพ จะทำให้เกิดจุดร่วมสำคัญในการจัดการป่าพรุของคนในชุมชน สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมชุมชนในการจัดการป่าพรุคลองค็องมีอยู่ด้วยกัน 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยภายนอกชุมชน ประกอบด้วย การเปลี่ยนแปลงจากนโยบายของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายในการจัดการทรัพยากรของภาครัฐ และนโยบายการพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมทั้งการเข้ามาขององค์กรและหน่วยงานภายนอก ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชนและสถาบันการศึกษา ส่วนปัจจัยภายในชุมชน ประกอบด้วย ฐานทรัพยากรป่าพรุ สภาพเศรษฐกิจและสังคม และกระบวนการเรียนรู้ของคนในชุมชน ส่วนแนวทางในการจัดการป่าพรุคลองค็องโดยชุมชนอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย การสนับสนุนกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรป่าพรุคลองค็อง พร้อมทั้งกระตุ้นและส่งเสริมให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าและร่วมกันอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าพรุ ในขณะเดียวกันควรฟื้นฟูภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับการจัดการป่าพรุจากปราชญ์ท้องถิ่นในชุมชน ส่งเสริมให้นักเรียนและกลุ่มเยาวชน เข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับชนิดและพันธุ์พืชในป่าพรุ มีส่วนร่วมในการปลูกและดูแลรักษา โดยการสอดแทรกเนื้อหาเหล่านี้ในหลักสูตรท้องถิ่นของโรงเรียน นอกจากนี้ควรให้ความสำคัญต่อการสนับสนุนกลุ่มอาชีพให้กับคนในชุมชนรอบป่าพรุ รวมทั้งการปรับความสัมพันธ์ ความเป็นเจ้าของ และสิทธิหน้าที่ในการจัดการทรัพยากรป่าพรุเพิ่มขึ้น จากรัฐแต่ผู้เดียว มาเป็น 3 ฐานร่วมกันในรูป “ไตรภาคี” ระหว่างหน่วยงานของรัฐ สถาบันวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรชุมชน ร่วมกันวางแผนการใช้และจัดการป่าพรุ ในขณะเดียวกันควรสนับสนุนให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายทั้งภายในชุมชนและเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายอื่นๆ จะทำให้เกิดพลังในการจัดการทรัพยากรร่วมกันมากขึ้น