การใช้พืชสมุนไพรไทยในการเพิ่มสมรรถภาพการเจริญเติบโตและควบคุมโรคบิดในไก่เนื้อ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาสมุนไพรไทยที่มีอยู่ในท้องถิ่นจังหวัดแพร่ ทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะเป็นสารเร่งการเจริญเติบโตและควบคุมโรคบิดในไก่เนื้อ โดยแบ่ง การศึกษาออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ทำการศึกษาเบื้องต้นหาชนิดและระดับของสมุนไพรที่มีในท้องถิ่น ได้แก่ ฟ้า ทะลายโจร ขิง ข่ ไพล และดีปลี่ในไก่กระทง 255 ตัว เมื่อไก่กระทงอายุได้ 11 วันทำการ เหนี่ยวนำให้เกิดโรคบิดโดยการป้อนเชื้อบิดชนิดวัคซีนรวมในปริมาณ 10,000โอโอชิสต์/ตัว จากนั้นแบ่งไก่กระทงออกเป็น 17 กลุ่มทดลอง โดยแต่ละกลุ่มทดลองมี 3 ซ้ำๆ ละ 5 ตัว ได้แก่ กลุ่ม ควบคุม (T1) กลุ่มที่ได้รับยากันบิด Toltrazuri@ (T2) กลุ่มที่ได้รับฟ้ทะลายโจรที่ระดับ 2 4 และ 6 เปอร์เซ็นต์ (T3, 14, 15 ตามลำดับ) กลุ่มที่ได้รับขิงที่ระดับ 2 4 และ 6 เปอร์เซ็นต์ (T6, T7, T8 ตามลำดับ) กลุ่มที่ได้รับข่าที่ระดับ 2 4 แล: 6 เปอร์เซ็นต์ (T9, T10, T11 ตามลำดับ) กลุ่มที่ได้รับ ไพลที่ระดับ 2 4 และ 6 เปอร์เซ็นต์ (T12, T13, T14 ตามลำดับ) กลุ่มที่ได้รับดีปลีที่ระดับ 2 4 และ 6 เปอร์เซ็นต์ (T6, 17, T8 ตามลำดับ) ทุกกลุ่มทดลองได้รับน้ำและอาหารแบบเต็มที่ เมื่อไก่อายุได้ 20 วัน (9 วันหลังจากป้อนเชื้อ) ทำการตรจดูลักษณะมูลและหาจำนวนโอโอซิสต์ในมูล และเมื่อ ไก่อายุได้ 18 และ 32 วัน (7 และ 21 หลังจากได้รับเชื้อ) สุ่มไกในแต่ละช้ำของกลุ่มทดลอง เพื่อ ศึกษารอยโรค ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะมูลของทุกกลุ่มทคลองไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ <(p*0.05) อย่างไรก็ดีปริมาณโอโอชิสต์ที่ขับออกมาในมูลของกลุ่มควบคุมมีค่าสูงที่สุด (p<0.05) และเมื่อดูลักษณะรอยโรคที่อายุ 18 วัน พบว่า ทุกกลุ่มทดลองมีค่าคะแนนรอยโรคบริเวณลำไส้เล็ก ส่วนต้นและไส้ตันไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05)แต่ในส่วนของลำไส้เล็ก ส่วนกลางและท้ายนั้น กลุ่มที่ได้รับชิงที่ระดับ 6 เปอร์เซ็นด์มีคำต่ำที่สุด (P<0.05) เมื่อทำการศึกษา รอยโรคเมื่อไก่อายุได้ 32 วัน พบว่า ในส่วนของลำไส้เล็กส่วนกลางและท้ายนั้น ทุกกลุ่มทดลองมี คะแนนรอยโรคไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (p>0.05) แต่คะแนนรอยโรคในส่วนของลำไส้เล็ก ส่วนท้ายและไส้ตันมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) โดยพบว่า กลุ่มที่ได้รับ ไพลและข่าที่ระดับ 2 เปอร์เซ็นต์ มีค่าคะแนนรอยโรคลำไส้เล็กส่วนท้ายต่ำที่สุด ส่วนกลุ่มที่ได้รับ ข่าที่ระดับ 6 เปอร์เซ็นต์มีคะแนนรอยโรคในส่วนของไส้ตันต่ำที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มที่ได้รับ ข่ามีอัตราการตายเกิดขึ้นต่ำกว่ากลุ่มอื่นๆ ส่วนที่ 2 ทำการศึกษาการใช้ข่าผสมลงในอาหารต่อสมรรถภาพการเจริญเติบโตของ ไก่กระทง โดยใช้ไก่กระทงพันธุ์อาร์บอร์เอเคอร์ จำนวน 300 ตัว เมื่อไก่อายุ 7 วัน แบ่งไก่ออกเป็น 7 กลุ่มตามแผนการทดลองแบบสุมสมบูรณ์ กลุ่มการทดลองละ 5 ซ้ำๆ ละ 10 ตัว กลุ่มการทคลอง ประกอบด้วย กลุ่มควบคุม (T1) กลุ่มที่มีการเสริมข่า 0.5 เปร์เซ็นต์ (T2) กลุ่มที่มีการเสริมข่า 0.75 เปอร์เซ็นต์ (T3) กลุ่มที่มีการเสริมข่ 1 เปอร์เซ็นต์ (14) กลุ่มที่มีการเสริมข่ 1.5 เปอร์เซ็นต์ (15) กลุ่มที่มีการเสริมข่า 1.75 เปร์เซ็นต์ (T6) และ กลุ่มที่มีการเสริมข่า 2 เปอร์เซ็นต์ ให้ไก่กระทง ได้รับอาหารและน้ำแบบเต็มที่ (ad ibitum) จนกระทั่งไก่อายุครบ 42 วัน พบว่า การใช้ข่าผงที่ ระดับแตกต่งกันไม่มีผลต่อสมรรถภาพการเจริญเติบโตของไก่กระทง แต่มีแนวโน้มว่าไก่กระทงใน กลุ่มที่เสริมข่าในระดับที่ 1.75 และ 2 เปร์เซ็นต์ มีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าการเสริมข่าผงใน การศึกษาการใช้สมุนไพร่ไทย ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร ขิง ข่า ไพล และดีปลี ในการ ควบคุมโรคบิดนั้นพบว่า ข่ามีแนวโน้มที่จะสามารถควบคุมควบคุมโรคบิดในไก่เนื้อได้ และในแง่ ของการใช้ข่าเป็นสารเพิ่มการเจริญเติบโตนั้นยังให้ผลไม่ดีเท่าที่ควร ถึงแม้จะใช้ในระดับต่ำ (0.5%) ดังนั้นผลที่ได้ออกมาจึงเป็นข้อมูลเบื้องต้น ถึงความเป็นไปได้ในการใช้สมุนไพร่ไทยในการเป็นสาร เพิ่มการเจริญเติบโตและควบคุมโรคบิดในไก่เนื้อ ควรมีการศึกษาการใช้ข่าในรูปสารสกัดแล้ว เสริมในระดับต่ำต่อไป ระดับต่ำ