ประสิทธิภาพของน้ำหมักชีวภาพต่อการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
จากการศึกษาผลของน้ำหมักชีวภาพจากพืชและสัตว์ต่อการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร โดยคณะผู้วิจัยได้ศึกษาดังต่อไปนี้ การศึกษาประสิทธิภาพของน้ำหมักชีวภาพต่อการเลี้ยงไก่เนื้อ ผลที่ดีที่สุด คือ การใช้กากน้ำหมักชีวภาพจากสัตว์ต่อการเจริญเติบโตและประสิทธิภาพการผลิตไก่กระทง ทั้ง 4 การทดลอง คือ กลุ่มการทดลองที่ 1 ใช้อาหารสูตรควบคุม (ไม่ใส่กากน้ำหมักชีวภาพจากสัตว์) กลุ่มการทดลองที่ 2 ใช้อาหารสูตรควบคุมผสมกากน้ำหมักชีวภาพจากสัตว์ 2 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มการทดลองที่ 3 ใช้อาหารสูตรควบคุมผสมกากน้ำหมักชีวภาพจากสัตว์ 4 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มการทดลองที่ 4 ใช้อาหารสูตรควบคุมผสมกากน้ำหมักชีวภาพจากสัตว์ 6 เปอร์เซ็นต์ ศึกษาผลของการใช้กากน้ำหมักชีวภาพจากสัตว์ต่อประสิทธิภาพการผลิต และคุณภาพซากไก่กระทง โดยใช้ลูกไก่กระทงคละเพศ อายุ 1 วัน จำนวน 160 ตัว แบ่งการทดลองเป็น 4 กลุ่มการทดลอง โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (Completely Randomized Design ; CRD) ผลการทดลอง พบว่า น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นของไก่กระทง ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) โดยมีค่าเฉลี่ยน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น เท่ากับ 1,899.03 1,907.21 1,899.47 และ 1,864.99 กรัมต่อตัว ตามลำดับ อัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อวันของไก่กระทง พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) โดยมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อวัน เท่ากับ 54.26 54.49 54.27 และ 53.29 กรัมต่อตัว ตามลำดับ อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนักตัวเท่ากับ 1.56 1.56 1.57 และ 1.59 ตามลำดับ ปริมาณอาหารที่กินตลอดการทดลองของไก่กระทง พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05)โดยอาหารที่กินตลอดการทดลอง เท่ากับ 2,950.35 2,976.70 2,982.86 และ 2,967.57 กรัมต่อตัว ตามลำดับ ต้นทุนค่าอาหารต่อการเพิ่มน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) โดยมีต้นทุนค่าอาหารต่อการเพิ่มน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เท่ากับ 24.07 23.66 23.36 และ 23.21 บาทต่อกิโลกรัม ตามลำดับ ต้นทุนการผลิตต่อการเพิ่มน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมของไก่กระทง พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) โดยต้นทุนการผลิตต่อการเพิ่มน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เท่ากับ 39.35 38.85 38.67 และ 38.74 บาทต่อตัว ตามลำดับ ด้านเปอร์เซ็นต์ซากของไก่กระทง ประกอบด้วย ซากหลังถอนขน กล้ามเนื้อ หน้าอกด้านนอก กล้ามเนื้อหน้าอกด้านใน ปีก น่อง สะโพก ขา กระเพาะจริง กระเพาะบด หัวใจ ม้าม ตับ ไขมันในช่องท้อง หัว คอ และโครง พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) การศึกษาประสิทธิภาพของน้ำหมักชีวภาพต่อการเลี้ยงปลานิลในกระชังที่กางไว้ในบ่อดิน โดยแบ่งการทดลองออกเป็น 3 กลุ่มการทดลอง ๆ ละ 3 ซ้ำ ดังนี้ 1. ไม่ใช้น้ำหมักชีวภาพ (กลุ่มควบคุม) 2. ใช้น้ำหมักชีวภาพจากพืช 5 เปอร์เซ็นต์ และ 3. ใช้น้ำหมักชีวภาพจากสัตว์ 5 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนัก ผสมอาหารให้ปลากินวันละ 2 มื้อ (เช้า-เย็น) เป็นระยะเวลา 4 เดือน พบว่า อัตราการเจริญเติบโตและอัตรารอดของปลานิลไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (P>0.05) โดยมีค่าน้ำหนักเฉลี่ยเท่ากับ 297.90?0.984, 298.55?1.477 และ 297.51?1.270 กรัม อัตราการเจริญเติบโตต่อวันเท่ากับ 2.28?0.003, 2.28?0.006 และ 2.28?0.006 กรัมต่อวัน อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะเท่ากับ 2.32?0.010, 2.32?0.012 และ 2.32?0.012 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน ตามลำดับ และอัตราการรอดมีค่า 100 เปอร์เซ็นต์เท่ากันทุกกลุ่มการทดลอง ส่วนอัตราแลกเนื้อพบว่ามีความแตกต่างกันทางสถิติ (P<0.05) โดยพบกลุ่มการทดลองที่ 1 (กลุ่มควบคุม) มีค่าต่ำสุดเท่ากับ 1.49?0.021 กลุ่มที่ 2 และ 3 มีค่าเท่ากับ 1.60?0.015, 1.65?0.030 ตามลำดับ ด้านต้นทุนและผลตอบแทน พบว่า กลุ่มการทดลองที่ 1 (กลุ่มควบคุม) มีแนวโน้มดีที่สุด โดยมีผลตอบแทนต่อการลงทุนเท่ากับ 22.04 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มการทดลองที่ 2 และ 3 มีค่าเท่ากับ 13.17 และ 10.92 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ การศึกษาอัตราการเจริญเติบโต อัตราการรอดตาย และอัตราการเปลี่ยนแปลงอาหารเป็นเนื้อของปลานิลด้วยการให้อาหารที่เสริมด้วยน้ำหมักชีวภาพจากพืช ในอัตราส่วน 5, 10, 15 และ 20 เปอร์เซ็นต์ พบว่า น้ำหนักเฉลี่ย ความยาวเหยียดเฉลี่ย น้ำหนักเพิ่มต่อวัน อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะ และอัตราการรอดตายของทุกกุล่มการทดลองเมื่อทดลองเลี้ยงครบ 120 วันไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (P>0.05) การทดสอบประสิทธิภาพของน้ำหมักจากพืช และน้ำหมักจากสัตว์ โดยใช้กากน้ำตาลเป็นตัวทำละลายในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียทั้ง 5 ชนิด ได้แก่ Escherichia coli, Bacillus cereus, Staphylococcus aureus, Pseudomonas aeruginosa และ Salmonella typhimurium ด้วยวิธี Agar Disc Diffusion พบว่า กากน้ำตาลที่ใช้เป็นตัวทำละลายความเข้มข้นร้อยละ 100 มีผลในการยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรียก่อโรคจำนวน 4 ชนิด คือ E. coli, B. cereus, S. aureus และ P. aeruginosa มากกว่าการใช้น้ำหมักจากพืชและน้ำหมักจากสัตว์ เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของน้ำหมักจากพืช กับน้ำหมักจากสัตว์ พบว่า น้ำหมักจากพืชมีประสิทธิภาพในการยับยั้งแบคทีเรียก่อโรค คือ B. cereus, S. aureus และ P. Aeruginosa ได้ดีกว่าน้ำหมักจากสัตว์ แต่น้ำหมักจากสัตว์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli ได้ดีกว่าน้ำหมักจากพืช น้ำหมักจากพืช น้ำหมักจากสัตว์ และกากน้ำตาลไม่สามารถยับยั้งเชื้อ Sal. typhimurium ได้