การผลิตสัตว์น้ำอินทรีย์เพื่อผลิตอาหารปลอดภัยในเขตจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือตอนบน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาในโครงการย่อยที่ 1 มุ่งเน้นการหาวัตถุดิบที่ผลิตได้ในพื้นที่อินทรีย์ โดยการพัฒนาสูตรอาหารเพื่อการเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์ในครั้งนี้แบ่งเป็น 3 การทดลอง คือ การทดลองที่1 เลี้ยงปลาบึกด้วยอาหารผสมสาหร่ายอาร์โธรสไปร่า 4 สูตร คือ control อาร์โธรสไปร่าผง 3 เปอร์เซ็นต์ (D-SP) อาร์โธรสไปร่าสด 30 เปอร์เซ็นต์ (W-SP) และ อาร์โธรสไปร่าหมัก 30 เปอร์เซ็นต์ (F-SP) การทดลองที่ 2 เลี้ยงปลาบึกด้วยอาหารผสมหนอนแมลงวันลาย 0 (control), 30 (BSF1), 40 (BSF2) และ 50 (BSF3) เปอร์เซ็นต์ และ การทดลองที่ 3 เลี้ยงปลาบึกด้วยอาหารผลิตเองที่มีโปรตีน 25 (on-farm 25) และ 30 (on-farm 30) เปอร์เซ็นต์ เทียบกับอาหารที่มีขายในท้องตลาด (com25, com30) และการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามด้วยอาหารผลิตเอง (on-farm 42) เทียบกับอาหารที่มีขายในท้องตลาดที่ระดับโปรตีน 42 เปอร์เซ็นต์ (com42) ปลาบึกที่ใช้ทดลองมีขนาด 47.09 กรัม ทุกชุดการทดลองมี 4 ซ้ำ ให้อาหาร 5 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว เลี้ยงเป็นระยะเวลา 60 วัน ผลการทดลองพบว่า การทดลองที่ 1 น้ำหนักเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น อัตราแลกเนื้อ และ อัตราการเจริญเติบโตของปลาบึกในทุกชุดทดลองไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยทางสถิติ (p>0.05) การทดลองที่ 2 เลี้ยงปลาบึกด้วยอาหารผสมหนอนแมลงวันลาย 40 เปอร์เซ็นต์ (BSF2) มีน้ำหนักเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด และมีอัตราแลกเนื้อต่ำที่สุด แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับทุกชุดทดลอง (p<0.05) การทดลองที่ 3 น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น และ อัตราการเจริญเติบโตของปลาบึกในทุกชุดทดลองไม่แตกต่างกันทางสถิติ (p>0.05) เช่นเดียวกับกุ้งก้ามกราม มีอัตรารอด และ ความยาวที่เพิ่มขึ้นไม่แตกต่างกันทางสถิติ (p>0.05) การศึกษาวิจัยในโครงการย่อยที่ 2 การพัฒนาสายพันธุ์กุ้งก้ามกรามมุ่งสู่อินทรีย์ในระบบไบโอฟลอคเพื่อเพิ่มผลผลิตในเขตจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือตอนบน มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างประชากรพ่อแม่พันธุ์กุ้งก้ามกรามอินทรีย์ภายใต้ระบบไบโอฟลอค โดยเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของกุ้งก้ามกรามสายพันธุ์ต่างๆ จากแหล่งที่มา ต่างๆ 3 แหล่งได้แก่ สายพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์จากจังหวัดฉะเชิงเทรา (CH) และ จังหวัดนครปฐม (NK) และสายพันธุ์มาโคร 1 ที่กรมประมงพัฒนาขึ้น (MC-1) จากการนำกุ้งก้ามกรามระยะกุ้งคว่ำและอนุบาลในระบบไบโอฟลอค น้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ย 5.41- 7.96กรัม/ตัว ฉีดสีเพื่อแยกแหล่งที่มาต่างๆ มาเลี้ยงรวมในบ่อดินที่ปู PE ภายใต้ระบบไบโอฟลอคอินทรีย์เป็นระยะเวลา 6 เดือน ให้อาหารเม็ดสำเร็จรูปโปรตีน 38 % วันละ 2 ครั้ง พบว่า น้ำหนักตัวเฉลี่ยและความยาวตัวเฉลี่ยของกุ้งก้ามกรามจากแหล่งต่างๆ มีความแตกต่างกันทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง (P<0.01) โดยจะเห็นได้ว่ากุ้งก้ามกรามสาย มาโคร-1 มีค่าเฉลี่ยของน้ำหนักตัวสูงที่สุดซึ่งมีค่าเท่ากับ 50.74?2.00 กรัม/ตัว รองลงมาคือ กุ้งก้ามกรามจากจังหวัดนครปฐมซึ่งมีค่าเท่ากับ 44.50?2.01 กรัม/ตัว และ กุ้งก้ามกรามจากจังหวัดฉะเชิงเทรามีค่าเท่ากับ 42.78?2.03 กรัม/ตัว เมื่อพิจารณาลักษะความยาวลำตัวพบว่า กุ้งก้ามกราม มาโคร-1 มีค่าเฉลี่ยของความยาวลำตัวเท่ากับ 73.28?0.91 มิลลิเมตร/ตัว ซึ่งไม่แตกต่างกันทางสถิติกับกุ้งก้ามกรามจากจังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งมีค่าเท่ากับ 73.85?0.92 มิลลิเมตร/ตัว และ กุ้งก้ามกรามจากจังหวัดนครปฐมมีค่าต่ำสุดโดยมีค่าเท่ากับ 70.67?0.91 มิลลิเมตร/ตัว ในขณะที่ความยาวหัวเฉลี่ยของกุ้งก้ามกรามจากแหล่งต่างๆ ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (P>0.05) ซึ่งเมื่อพิจารณาปัจจัยของเพศของกุ้งก้ามกรามจากแหล่งต่างๆ 3 แหล่ง พบว่า กุ้งก้ามกรามเพศผู้มี น้ำหนักตัว ความยาวตัวและความยาวหัว แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ โดยพบว่า กุ้งก้ามกรามเพศผู้มี น้ำหนักตัว ความยาวตัวและความยาวหัว สูงกว่าเพศเมียในทุกๆ แหล่ง ชี้ให้เห็นว่า กุ้งก้ามกรามสายพันธุ์ มาโคร 1 ทั้งเพศผู้และเพศเมีย มีศักยภาพในการใช้เป็นประชากรเริ่มต้น ในขณะที่หากจำเป็นต้องคัดเลือกแม่พันธุ์กุ้งก้ามกรามสายพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์จากจังหวัดฉะเชิงเทราและพ่อพันธุ์กุ้งก้ามกรามสายพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์จากจังหวัดนครปฐม ใช้เป็นประชากรเริ่มต้นซึ่งจะสามารถใช้ผลิตลูกพันธุ์กุ้งก้ามกรามอินทรีย์ไว้ใช้ในเขตจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือตอนบนเพื่อทำให้ได้ผลผลิตกุ้งก้ามกรามที่ปลอดภัยได้ต่อไป